P i c h e t K l u n c h u n D a n c e C o m p a n y' s
B L A C K & W H I T E
ข า ว ดำ
สีดำเป็นสีแรกๆ ในโลกที่คนเราหยิบจับมันขึ้นมาเพื่อทำงานศิลปะ โน่น - - ภาพเขียนบนผนังถ้ำตั้งแต่ยุคหินใหม่ ก่อนพุทธศักราช ก่อนคริสตศักราช ก่อนศักราชอะไรๆ ทั้งนั้น มันจึงเป็นสีที่อยู่กับโลกมาอย่างเป็นธรรมชาติ เนิ่นนาน อยู่ในดิน ในหิน ในอากาศที่ไกลออกไปจนเรียกว่า อวกาศ
W H I T E
ส่วนสีขาว อีกขั้วที่ตรงกันข้าม
มันคือหิมะ คือน้ำนม คือแสงสว่าง คือความบริสุทธิ์ผุดผ่อง ซื่อตรง
คือความดีความงาม - - อะไรก็ได้ที่ตรงกันข้ามสิ้นเชิงกับสีดำที่คนเขาเอาไปเปรียบกับความชั่วร้าย
ภูติผี เวทย์มนตร์ ไปจนถึงความโศกเศร้าพลัดพราก
Pichet Klunchun พิเชษฐ
กลั่นชื่น เปิดโชว์แรกของ 'ขาวดำ' ด๊านซ์รูปแบบที่เป็นของเขาเองในประเทศบ้านเกิดเมืองนอนหลัง
เวิลด์ พรีเมียร์ ที่สิงคโปร์ เอสพลานาดเมื่อ 2 ปีก่อน
ทุ่มครึ่งของวันที่
22 พฤศจิกายน 2013 รอบแรกกลางกรุงเทพฯ
ที่ศูนย์ศิลปะการแสดง สดใส พันธุมโกมล ขาวดำ แน่นขนัดไปด้วยผู้ชมทุกวัย ทุกเพศสภาพ
หลากบทบาทในสังคม
เวทีว่างเปล่าก่อนการแสดงฉายภาพเขียนแบบประเพณีจากรามเกียรติ์
มุมขวาจากสายตาผู้ชมมีเครื่องดนตรีและอุปกรณ์สำหรับการนั้นจัดวางรอเวลา 'กู่ฉิง' เครื่องดนตรีจีนโบราณกาลที่มีความเป็นมาราวสามพันกว่าปี
เหมือนที่เห็นในหนังเรื่องยิ่งใหญ่เมื่อ 11 ปีก่อนของ จาง
อี้โหมว - Hero
Wu Na - ศิลปินกู่ฉิงจากประเทศจีน
ผู้ทำหน้าที่เป็นทั้งนักดนตรีและคอมโพสเซอร์เข้าฉากมาเป็นคนแรก ภาวะสงบนิ่งเริ่มต้นด้วยเสียงกู่ฉิงทรงพลัง
ในหนึ่งเสียงมีทั้งกังวานส่วนหนึ่ง และพร่าไหวอีกส่วนหนึ่ง
เสียงนั้นล่องลอยจนในบางขณะเข้าขั้นหลอน 2 โน้ตแรกจากเธอทำให้คำถามหนึ่งผุดป๊อป!
ขึ้นมาในหัว - - "นี่เป็นบันทึกประวิติศาสตร์ใหม่ของงานศิลปะการแสดงในประเทศไทยสินะ"
- - จะเรียกว่าอะไร ไม่ใช่ความตื่นเต้น มันดีกว่านั้น ยั่งยืนกว่านั้น ตื่นเต้นมันเรื่องชั่วครู่
แต่แม้กระทั่งตอนที่นั่งเขียนอยู่นี้ ก็ยังไม่อาจจะจำกัดความได้สมกับที่ใจรู้สึก
นักรบทั้งฝ่ายขาวและดำเคลื่อนเข้ามาหลัง
วู นา ขยับนิ้วร่ายดนตรีของเธอไปสักครู่ รู้สึกไม่ต่างไปจากเมื่อภาพยนตร์เริ่มต้น ฉากวูบไหวว่างเปล่าท่ามกลางลมพัด
ตัวละครจรดฝีเท้าปรากฏตัว
การเคลื่อนที่ของทุกๆ
คาแร็กเตอร์ไม่ว่าช่วงไหนของการแสดง ทั้งเร็วและช้า มีสิ่งหนึ่งที่ส่งผ่านมาถึงทุกที่นั่งของคนดู
นั่นคือคลื่นพลังความสงบในกายที่ขยับขับเคลื่อน ไม่โครมครามอึกทึกแม้ขณะ 'กระทืบฟัน'* หากแน่นไปด้วยอำนาจสะกด
พอเริ่มต้นก็ไม่มีจุดหยุดยั้งอีกแล้ว ทุกอย่างดำเนินต่อเนื่องเหมือนการหายใจ
คือเป็นธรรมชาติและมีชีวิต - - สิ่งนี้สำคัญมาก มันแยกแยะระหว่าง 'งานศิลปะ' กับ 'งานฝีมือ'
อย่างหลังคือความงาม แต่อย่างแรกเป็นทั้งความงามและกระตุ้นความรู้สึกสานต่อความงามในตัวผู้ดู
แม้จะรู้ว่านี่คือศิลปะการเต้นที่มีฐานของโขนประเพณี
แต่ขณะที่ดูไม่ได้ทันคิดหรอกว่านั่นเป็นศิลปะอะไร ของชนชาติไหน - - ไม่มีขอบเขตเส้นแดนบนเวทีนั่น
มันไม่ได้สำคัญอะไรเลย ตราบใดที่เสียงกู่ฉิงโหยหวนอยู่ในอากาศ ตราบใดที่นักเต้นเคลื่อนไหวราวกับร่างกายถูกโปรแกรมไว้ด้วยระบบคิดที่บ่มมาพันปี
มันเป็นทั้งแบบแผนและเป็นทั้งกรอบเนี้ยบที่มาพร้อมๆ กับอิสระและเสรีอย่างไม่รู้เลยว่ามันอยู่และทำงานร่วมกันด้วยวิธีไหน
กลืนกลม แนบเนียน การเคลื่อนของทุกร่างกายหลอมรวมต่อเนื่องกัน เหมือนลายเส้นของอาร์ทิสต์บนกระดาษที่ลากวาดต่อเนื่องไม่หยุดลงได้
ถึงคราวของ 'ดำ' ตัวพ่อ
แม้จะสวมศีรษะไว้ตลอดเวลาแต่ใครก็จดจำร่างกายเขาแม่นยำ พิเชษฐ กลั่นชื่น
ออกมาและลงเหลี่ยมนิ่งนานราวกับกลายเป็นหิน ในเครื่องแต่งกายที่ทอนมาจากประเพณีอย่างแยบยล
กะโหลกปักอยู่กลางอกนั้นบอกทุกสิ่ง ว่านี่คือชีวิตหลังความตาย ในขณะที่ร่าง 'ขาว' ร่างหนึ่งย่างเยื้องช้าๆ ออกมายืนนิ่งอีกมุม
นักเต้นหญิงคนเดียวของโชว์ หัวจรดเท้าอยู่ใต้เครื่องแต่งตัวประหลาดล้ำ
กรวยยาวบนหัว ดอกไม้ขาวประดับเรื่อยมาจนถึงส่วนใบหน้า แวบหนึ่งภาพโอต
กูตูร์ทับซ้อนขึ้นมา - - นี่เป็นงานออกแบบจาก Fly Now การผนวกรวมครั้งแรกอย่างเป็นเรื่องเป็นราวในประเทศนี้
ระหว่างศิลปะกับแฟชั่น
"คลิบบบ"
เสียงคล้ายๆ
ดาบโลหะขยับจากฝัก ไม่ดังมากแต่เหมือนการสะกิดเรียกลึกลงไปในสัมปชัญญะ ที่จริงแล้วมันเป็นเสียงขยับเล็บยาวเป็นฟุตทั้งสิบนิ้วสีเงินเงาปลาบของ
'ขาว' - - และมันคือเสียงท้ารบ - -
เดี๋ยวนะ ทำไมถึงรู้สึกขึ้นมาว่าขาวในร่างที่คลุมลูกไม้งามนั้น 'ดูคุกคาม' ยิ่งกว่าดำในเครื่องปักกะโหลกมากมาย
ฝ่ายนั้นยามออกอาวุธ เพียงยืนนิ่งๆ แล้วควงพลองยาวกว่าสองเมตรในมือเดียว - -
ขวับๆๆ เหมือนมีลมพายุเกิดจากแรงเหวี่ยงไหว - - มีอะไรแฝงอยู่เบื้องหลังการตัดสินด้วยภาพที่เห็นแบบมนุษย์ชาชินหรือ???
สำหรับใครที่ได้ดู
'ตามไก่' โปรดักชั่นที่คัมพานีนี้เพิ่งเล่นไปเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา
(และจากนั้นก็ตามไก่ไปไกลถึงอีก 7 โรงละครในเนเธอร์แลนด์
+ การแสดงที่ชื่อ Nijinsky Siam ที่เฟสติวัลในนอร์เวย์)
และยิ่งถ้าเคยดูเพียง 2 งานเท่านี้ คุณจะต้องงุนงงกับความแตกต่างสุดขั้ว
แต่สำหรับประดาบิ๊กแฟนของคัมพานีนี้ ความต่างกันของแต่ละโปรดักชั่นเป็นเรื่องสามัญอย่างยิ่ง
ในขณะที่ขาวดำดู 'อลัง' ตามไก่ก็ดู 'เรียบง่าย' แต่ไม่ง่าย งานของพิเชษฐผ่านกระบวนการแบบเดียวกับงานออกแบบชั้นดี
เริ่มจากแรงบันดาลใจแล้วสเก็ตช์ออกมาเป็นร่าง หาองค์ประกอบที่จะลงตัวที่สุด คัดกรองตัดอะไรที่ไม่จำเป็นทิ้ง
สิ่งดีที่สุดที่คงอยู่ถูกเคี่ยวสกัด - - ทั้งหมดนี้กินเวลาแรมปี
และสำคัญกว่าอะไรทั้งนั้น คือเมื่อถึงเวลานำเสนอ เขาจะบรรจุมันลงในภาชนะที่ชื่อ
ปัจจุบัน นั่นคือทำให้ศิลปะผูกโยงมาถึงผู้เสพให้ได้หายใจอากาศเดียวกัน
งานชิ้นนี้พิเชษฐ
'ส่ง' คนในคัมพานีของเขาเต็มที่ สุนนท์,
ปรเมษฐ์, ผดุง และขาวตัวลีดเดอร์ - กรกาญจน์
มีช่วงโซโล่ด๊านซ์ที่น่าประทับใจ คนดูได้เห็นร่างกายที่ผ่านการเคี่ยวกรำฝึกฝนมาจนถึงกระดูก
สำคัญกว่านั้น นอกจากจะมองเห็นความเป็นสกุลช่างที่คัมพานีสร้างมาสำเร็จลุล่วงงดงาม
ยังได้เห็นกระบวนการทางความคิดของนักเต้นแต่ละคนที่ผ่านออกมากับการเคลื่อนไหว เป็นงาน
choreograph ขั้นสมบูรณ์จากผู้กำกับ
บวกกับความเป็นปัจเจกของแต่ละคน ไม่มีอะไรจะบอกได้นอกจาก
ศิลปะยังมีชีวิตอยู่ในประเทศนี้ เรามีความหวัง
ฉากสุดท้ายเมื่อการต่อสู้สิ้นสุด
หลังขาวจับดำไว้ในเงื้อมมือแล้วพาออกไป ขาวกลับเข้ามาอีกครั้งด้วยการเดินเนิบช้าเป็นเส้นตรงจากฉากซ้ายมาสู่ขวา
หน้ากากลูกไม้เปิดออก บนหัวสวมศีรษะของดำแบบกลับหัว ลากเอาพลองโลหะยาวเหยียด - อาวุธของดำมาด้วย
มันลากถูไปกับพื้น ช้าๆ จนหายลับเข้าฉาก ในขณะที่นักรบทั้งสองฝั่ง 4 นาย ลงเหลี่ยมอยู่กลางเวทีแล้วถ่ายน้ำหนักไปมาช้าๆ
กลางไฟที่สลัวลงราวอาทิตย์ตก - - ฝ่ายแพ้ก็เท่านั้น
ฝ่ายชนะก็เท่ากัน ดูเป็นฉากโดดเดี่ยวสำหรับขาวด้วยซ้ำ เมื่อหมดศัตรู
เสียงคลิบที่น่าสะพรึงของเรียวเล็บโลหะจะไปใช้สยบใคร
ขาวดำ หรือ Black
& White จบลง เสียงปรบมือยังไม่เท่ากับพลังชนิดหนึ่งที่สะทัอนจากคนดูเต็มทั้งโรงละคร
นั่นคือความรักและชื่นชมที่ส่งกลับไปยังเวทีและนักแสดงทุกๆ คนจนรู้สึกได้
ตื่นเถอะวงการศิลปะ
อย่ามัวหลับไหลอยู่
คัมพานีนี้ตื่นจนออกไปทำมาหากินไกลแสนไกลแล้ว!
ภาพจาก Pichet Klunchun Dance Company และ Nattapol Meechart
* ท่ารบท่าหนึ่งในโขน
