วันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556


P i c h e t  K l u n c h u n  D a n c e  C o m p a n y' s B L A C K  &  W H I T E
ข      า      ว      ดำ


 B L A C K


สีดำเป็นสีแรกๆ ในโลกที่คนเราหยิบจับมันขึ้นมาเพื่อทำงานศิลปะ โน่น - - ภาพเขียนบนผนังถ้ำตั้งแต่ยุคหินใหม่ ก่อนพุทธศักราช ก่อนคริสตศักราช ก่อนศักราชอะไรๆ ทั้งนั้น มันจึงเป็นสีที่อยู่กับโลกมาอย่างเป็นธรรมชาติ เนิ่นนาน อยู่ในดิน ในหิน ในอากาศที่ไกลออกไปจนเรียกว่า อวกาศ



 
 
 
W H I T E
 
ส่วนสีขาว อีกขั้วที่ตรงกันข้าม มันคือหิมะ คือน้ำนม คือแสงสว่าง คือความบริสุทธิ์ผุดผ่อง ซื่อตรง คือความดีความงาม - - อะไรก็ได้ที่ตรงกันข้ามสิ้นเชิงกับสีดำที่คนเขาเอาไปเปรียบกับความชั่วร้าย ภูติผี เวทย์มนตร์ ไปจนถึงความโศกเศร้าพลัดพราก

Pichet Klunchun พิเชษฐ กลั่นชื่น เปิดโชว์แรกของ 'ขาวดำ' ด๊านซ์รูปแบบที่เป็นของเขาเองในประเทศบ้านเกิดเมืองนอนหลัง เวิลด์ พรีเมียร์ ที่สิงคโปร์ เอสพลานาดเมื่อ 2 ปีก่อน

ทุ่มครึ่งของวันที่ 22 พฤศจิกายน 2013 รอบแรกกลางกรุงเทพฯ ที่ศูนย์ศิลปะการแสดง สดใส พันธุมโกมล ขาวดำ แน่นขนัดไปด้วยผู้ชมทุกวัย ทุกเพศสภาพ หลากบทบาทในสังคม

เวทีว่างเปล่าก่อนการแสดงฉายภาพเขียนแบบประเพณีจากรามเกียรติ์ มุมขวาจากสายตาผู้ชมมีเครื่องดนตรีและอุปกรณ์สำหรับการนั้นจัดวางรอเวลา 'กู่ฉิง' เครื่องดนตรีจีนโบราณกาลที่มีความเป็นมาราวสามพันกว่าปี เหมือนที่เห็นในหนังเรื่องยิ่งใหญ่เมื่อ 11 ปีก่อนของ จาง อี้โหมว - Hero

Wu Na - ศิลปินกู่ฉิงจากประเทศจีน ผู้ทำหน้าที่เป็นทั้งนักดนตรีและคอมโพสเซอร์เข้าฉากมาเป็นคนแรก ภาวะสงบนิ่งเริ่มต้นด้วยเสียงกู่ฉิงทรงพลัง ในหนึ่งเสียงมีทั้งกังวานส่วนหนึ่ง และพร่าไหวอีกส่วนหนึ่ง เสียงนั้นล่องลอยจนในบางขณะเข้าขั้นหลอน 2 โน้ตแรกจากเธอทำให้คำถามหนึ่งผุดป๊อป! ขึ้นมาในหัว - - "นี่เป็นบันทึกประวิติศาสตร์ใหม่ของงานศิลปะการแสดงในประเทศไทยสินะ" - - จะเรียกว่าอะไร ไม่ใช่ความตื่นเต้น มันดีกว่านั้น ยั่งยืนกว่านั้น ตื่นเต้นมันเรื่องชั่วครู่ แต่แม้กระทั่งตอนที่นั่งเขียนอยู่นี้ ก็ยังไม่อาจจะจำกัดความได้สมกับที่ใจรู้สึก

นักรบทั้งฝ่ายขาวและดำเคลื่อนเข้ามาหลัง วู นา ขยับนิ้วร่ายดนตรีของเธอไปสักครู่ รู้สึกไม่ต่างไปจากเมื่อภาพยนตร์เริ่มต้น ฉากวูบไหวว่างเปล่าท่ามกลางลมพัด ตัวละครจรดฝีเท้าปรากฏตัว

การเคลื่อนที่ของทุกๆ คาแร็กเตอร์ไม่ว่าช่วงไหนของการแสดง ทั้งเร็วและช้า มีสิ่งหนึ่งที่ส่งผ่านมาถึงทุกที่นั่งของคนดู นั่นคือคลื่นพลังความสงบในกายที่ขยับขับเคลื่อน ไม่โครมครามอึกทึกแม้ขณะ 'กระทืบฟัน'* หากแน่นไปด้วยอำนาจสะกด พอเริ่มต้นก็ไม่มีจุดหยุดยั้งอีกแล้ว ทุกอย่างดำเนินต่อเนื่องเหมือนการหายใจ คือเป็นธรรมชาติและมีชีวิต - - สิ่งนี้สำคัญมาก มันแยกแยะระหว่าง 'งานศิลปะ' กับ 'งานฝีมือ' อย่างหลังคือความงาม แต่อย่างแรกเป็นทั้งความงามและกระตุ้นความรู้สึกสานต่อความงามในตัวผู้ดู

แม้จะรู้ว่านี่คือศิลปะการเต้นที่มีฐานของโขนประเพณี แต่ขณะที่ดูไม่ได้ทันคิดหรอกว่านั่นเป็นศิลปะอะไร ของชนชาติไหน - - ไม่มีขอบเขตเส้นแดนบนเวทีนั่น มันไม่ได้สำคัญอะไรเลย ตราบใดที่เสียงกู่ฉิงโหยหวนอยู่ในอากาศ ตราบใดที่นักเต้นเคลื่อนไหวราวกับร่างกายถูกโปรแกรมไว้ด้วยระบบคิดที่บ่มมาพันปี มันเป็นทั้งแบบแผนและเป็นทั้งกรอบเนี้ยบที่มาพร้อมๆ กับอิสระและเสรีอย่างไม่รู้เลยว่ามันอยู่และทำงานร่วมกันด้วยวิธีไหน กลืนกลม แนบเนียน การเคลื่อนของทุกร่างกายหลอมรวมต่อเนื่องกัน เหมือนลายเส้นของอาร์ทิสต์บนกระดาษที่ลากวาดต่อเนื่องไม่หยุดลงได้

ถึงคราวของ 'ดำ' ตัวพ่อ แม้จะสวมศีรษะไว้ตลอดเวลาแต่ใครก็จดจำร่างกายเขาแม่นยำ พิเชษฐ กลั่นชื่น ออกมาและลงเหลี่ยมนิ่งนานราวกับกลายเป็นหิน ในเครื่องแต่งกายที่ทอนมาจากประเพณีอย่างแยบยล กะโหลกปักอยู่กลางอกนั้นบอกทุกสิ่ง ว่านี่คือชีวิตหลังความตาย ในขณะที่ร่าง 'ขาว' ร่างหนึ่งย่างเยื้องช้าๆ ออกมายืนนิ่งอีกมุม นักเต้นหญิงคนเดียวของโชว์ หัวจรดเท้าอยู่ใต้เครื่องแต่งตัวประหลาดล้ำ กรวยยาวบนหัว ดอกไม้ขาวประดับเรื่อยมาจนถึงส่วนใบหน้า แวบหนึ่งภาพโอต กูตูร์ทับซ้อนขึ้นมา - - นี่เป็นงานออกแบบจาก Fly Now การผนวกรวมครั้งแรกอย่างเป็นเรื่องเป็นราวในประเทศนี้ ระหว่างศิลปะกับแฟชั่น



"คลิบบบ"


เสียงคล้ายๆ ดาบโลหะขยับจากฝัก ไม่ดังมากแต่เหมือนการสะกิดเรียกลึกลงไปในสัมปชัญญะ ที่จริงแล้วมันเป็นเสียงขยับเล็บยาวเป็นฟุตทั้งสิบนิ้วสีเงินเงาปลาบของ 'ขาว' - - และมันคือเสียงท้ารบ - - เดี๋ยวนะ ทำไมถึงรู้สึกขึ้นมาว่าขาวในร่างที่คลุมลูกไม้งามนั้น 'ดูคุกคาม' ยิ่งกว่าดำในเครื่องปักกะโหลกมากมาย ฝ่ายนั้นยามออกอาวุธ เพียงยืนนิ่งๆ แล้วควงพลองยาวกว่าสองเมตรในมือเดียว - - ขวับๆๆ เหมือนมีลมพายุเกิดจากแรงเหวี่ยงไหว - - มีอะไรแฝงอยู่เบื้องหลังการตัดสินด้วยภาพที่เห็นแบบมนุษย์ชาชินหรือ???

สำหรับใครที่ได้ดู 'ตามไก่' โปรดักชั่นที่คัมพานีนี้เพิ่งเล่นไปเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา (และจากนั้นก็ตามไก่ไปไกลถึงอีก 7 โรงละครในเนเธอร์แลนด์ + การแสดงที่ชื่อ Nijinsky Siam ที่เฟสติวัลในนอร์เวย์) และยิ่งถ้าเคยดูเพียง 2 งานเท่านี้ คุณจะต้องงุนงงกับความแตกต่างสุดขั้ว แต่สำหรับประดาบิ๊กแฟนของคัมพานีนี้ ความต่างกันของแต่ละโปรดักชั่นเป็นเรื่องสามัญอย่างยิ่ง ในขณะที่ขาวดำดู 'อลัง' ตามไก่ก็ดู 'เรียบง่าย' แต่ไม่ง่าย งานของพิเชษฐผ่านกระบวนการแบบเดียวกับงานออกแบบชั้นดี เริ่มจากแรงบันดาลใจแล้วสเก็ตช์ออกมาเป็นร่าง หาองค์ประกอบที่จะลงตัวที่สุด คัดกรองตัดอะไรที่ไม่จำเป็นทิ้ง สิ่งดีที่สุดที่คงอยู่ถูกเคี่ยวสกัด - - ทั้งหมดนี้กินเวลาแรมปี และสำคัญกว่าอะไรทั้งนั้น คือเมื่อถึงเวลานำเสนอ เขาจะบรรจุมันลงในภาชนะที่ชื่อ ปัจจุบัน นั่นคือทำให้ศิลปะผูกโยงมาถึงผู้เสพให้ได้หายใจอากาศเดียวกัน

 
งานชิ้นนี้พิเชษฐ 'ส่ง' คนในคัมพานีของเขาเต็มที่ สุนนท์, ปรเมษฐ์, ผดุง และขาวตัวลีดเดอร์ - กรกาญจน์ มีช่วงโซโล่ด๊านซ์ที่น่าประทับใจ คนดูได้เห็นร่างกายที่ผ่านการเคี่ยวกรำฝึกฝนมาจนถึงกระดูก สำคัญกว่านั้น นอกจากจะมองเห็นความเป็นสกุลช่างที่คัมพานีสร้างมาสำเร็จลุล่วงงดงาม ยังได้เห็นกระบวนการทางความคิดของนักเต้นแต่ละคนที่ผ่านออกมากับการเคลื่อนไหว เป็นงาน choreograph ขั้นสมบูรณ์จากผู้กำกับ บวกกับความเป็นปัจเจกของแต่ละคน ไม่มีอะไรจะบอกได้นอกจาก ศิลปะยังมีชีวิตอยู่ในประเทศนี้ เรามีความหวัง

ฉากสุดท้ายเมื่อการต่อสู้สิ้นสุด หลังขาวจับดำไว้ในเงื้อมมือแล้วพาออกไป ขาวกลับเข้ามาอีกครั้งด้วยการเดินเนิบช้าเป็นเส้นตรงจากฉากซ้ายมาสู่ขวา หน้ากากลูกไม้เปิดออก บนหัวสวมศีรษะของดำแบบกลับหัว ลากเอาพลองโลหะยาวเหยียด - อาวุธของดำมาด้วย มันลากถูไปกับพื้น ช้าๆ จนหายลับเข้าฉาก ในขณะที่นักรบทั้งสองฝั่ง 4 นาย ลงเหลี่ยมอยู่กลางเวทีแล้วถ่ายน้ำหนักไปมาช้าๆ กลางไฟที่สลัวลงราวอาทิตย์ตก - - ฝ่ายแพ้ก็เท่านั้น ฝ่ายชนะก็เท่ากัน ดูเป็นฉากโดดเดี่ยวสำหรับขาวด้วยซ้ำ เมื่อหมดศัตรู เสียงคลิบที่น่าสะพรึงของเรียวเล็บโลหะจะไปใช้สยบใคร

ขาวดำ หรือ Black & White จบลง เสียงปรบมือยังไม่เท่ากับพลังชนิดหนึ่งที่สะทัอนจากคนดูเต็มทั้งโรงละคร นั่นคือความรักและชื่นชมที่ส่งกลับไปยังเวทีและนักแสดงทุกๆ คนจนรู้สึกได้

ตื่นเถอะวงการศิลปะ อย่ามัวหลับไหลอยู่
คัมพานีนี้ตื่นจนออกไปทำมาหากินไกลแสนไกลแล้ว!

ภาพจาก Pichet Klunchun Dance Company และ Nattapol Meechart



* ท่ารบท่าหนึ่งในโขน


วันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2556


ตั้งวง
'ชีวิตดีๆ ที่ลงตัว'

ระหว่างรอซื้อตั๋วหนังอยู่ในแถว จอใหญ่บนผนังข้างๆ วนฉายตัวอย่างหนังสารพัดที่กำลังอยู่ในโปรแกรม พอมาถึงทีเซอร์หรือตัวอย่างของ 'ตั้งวง' เรื่องที่ทำให้ยอมออกจากบ้านในวันอาทิตย์เพื่อมา 'ดูให้ได้' ก็ให้เกิดอาการไม่แน่...ใจขึ้นมาครามครัน -- วันอาทิตย์แลกกับหนังไทยเรื่องนี้ --

หนังว่าด้วยเรื่องราวของเด็กชายวัยมัธยมตัวหลัก 4 คน สองคนแรก ยอง กับ เจ เป็นตัวแข่งตอบปัญหาวิทยาศาสตร์ประจำโรงเรียน คนที่สาม - เบสเป็นนักกีฬาปิงปองผู้มุ่งมั่นจะเป็นตัวโรงเรียนเหมือนกันเพราะเมื่อเป็นแล้ว ทุนการศึกษาจะตามมาด้วยเป็นแพ็กเกจ ในขณะที่คนสุดท้าย เอ็ม ลาออกไปเรียนสายอาชีพนานแล้ว แต่ไม่เคยเห็นใส่ชุดไปเรียนเลยตลอดเรื่อง เพราะมัวแต่บ้าเต้น cover เกาหลีจนได้แชมป์ กับขลุกอยู่กับ เฟื่อง แฟนสาวเปรี้ยวซ่าท้าทุกสภาวะ

คนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ ใน 100 คนต้องมีสัก 99 (1 คนที่เหลือ ที่บ้านไฟฟ้ายังเดินไปไม่ถึง) ที่คิดไปถึงซีรี่ส์ดังซึ่งเพิ่งหมดซีซั่นไปหยกๆ 'ฮอร์โมน' เพราะหนังเล่าเรื่องเด็กวัยเดียวกัน เพียงแต่นี่เป็นเด็กโรงเรียนบ้านๆ ปัญหาที่เจอถึงจะมีบางอย่างใกล้เคียงแต่มันตั้งอยู่คนละฐานและปัจจัยแวดล้อม ทางออกหรือแม้แต่วิธี deal กับปัญหาก็เลยต่างกันไป มีตั้งแต่เด็กกลัวพ่อแม่ว่าเรื่องไม่ประสบความสำเร็จ หรือเด็กมีปัญหาครอบครัวเพราะพ่อออกไปชุมนุมรายวัน หรือเด็กสาวกลัวท้อง ฯลฯ

เดี๋ยวก่อน -- หยุดมโนโน่นนี่วุ่นวายได้แล้ว ถึงใครๆ จะอดไม่ได้ที่จะนึกถึงฮอร์โมน แต่ -- ท่านประธานที่เคารพ -- สิ่งที่มันต่างกันสุดขั้วโลก นั่นก็คือในซีรี่ส์เรื่องดังเขาตั้งใจจะพูดถึงเด็กวัยรุ่นกันจริงจัง ในขณะที่เรื่องนี้ คนเล่าเรื่องหรือผู้กำกับเขาใช้วัยรุ่นเป็นอุปกรณ์พูดในสิ่งที่เขาอยากจะพูด (ใช้คำว่ากรีดร้องได้ไหม) กับคนทั้งประเทศมากกว่า เกรียนทั้งสี่จึงกลายเป็นตัวแทนผู้คนแบบต่างๆ ในสังคม 'ไทยๆ' ได้อย่างชวนหัวเราะ / ร้องไห้ / สงสาร / หรือปวดร้าวใจเป็นที่สุด จากเบลอๆ ในตอนแรก กลายเป็นค่อยๆ ชัดขึ้นเรื่อยๆ ไปจนเรื่องลงท้าย

และไม่ใช่แค่ตัวละครเท่านั้น ฉาก เสื้อผ้า บรรยากาศ ของประกอบฉากที่มองเห็น เสียงที่ได้ยิน ภาพบันทึกเหตุการณ์ช่วงความรุนแรงทางการเมือง การออกมาช่วยกันเก็บกวาด 'ล้าง' เมืองหลวงหลังเหตุการณ์ หรือแม้แต่ป้ายเขียวสดชื่นของ กทม ที่ติดไว้บนราวสกายวอล์กเหนือแยกราชประสงค์ว่า 'กรุงเทพฯ ชีวิตดีๆ ที่ลงตัว' 


สิ่งเหล่านี้ยิ่งเพิ่มความชัดและบางครั้งก็เหมือนเป็นตัวเฉลยให้กับบางคำถามที่เกิดขึ้นในฉากที่เพิ่งผ่านไป แทบไม่มีองค์ประกอบอะไรเลยที่อยู่ในเซ็ตอย่างไม่จำเป็น หรือถ้าจะพูดให้ชัดขึ้นก็น่าจะบอกได้ว่า ผู้กำกับใช้ของบางอย่างแทนตัวละครที่ไม่เคยมาปรากฏตัวเลยด้วยซ้ำ

ภารกิจของตัวละครหลักทั้งสี่ซึ่งมาประจวบลงตัวกันพอดี นั่นก็คือการแก้บนกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ละแวกบ้าน ต่างคนต่างก็อยากได้ประโยชน์ในรูปแบบของตัว ที่ไม่ได้บนเองแต่มีคนหวังดีมาบนให้ก็มี ไอ้ที่จะต้องมารำแก้จึงต้องฝึกซ้อมกัน โดยเริ่มจาก ตั้งวง - ยกมือขึ้นตั้งท่ารำ กันเป็นมหกรรมโดยโค้ชพิเศษผู้รำหน้าพระพรหมแยกราชประสงค์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่ก็ไม่ยักหนีเคราะห์หามยามซวยถูกฝรั่งหลอกข้ามทวีปจนหมดเนื้อหมดตัวได้

การ์ตูนญี่ปุ่น / แอพพลิเคชั่นแชทกับโปรแกรม (ในเรื่องคือ ด็อกเตอร์ฮู) / สไกป์ / ยูทูบ มีบทบาทเคียงคู่ไปกับกลิ่นธูปควันเทียนและวลี 'ไม่เชื่ออย่าลบหลู่' ชนิดที่ต่อให้หลับตาดูทั้งเรื่อง เปลี่ยนชื่อตัวละครให้หมดก็ยังรู้ว่านี่คือหนังที่พูดถึง ประเทศไทย

"ไอ้พวกกาก เจเขาเป็นทรัพยากรที่มีค่าของโรงเรียน" คำปราม (เรียกว่าคำรามจะดีกว่า) ของครูเมื่อเด็กนักเรียนคนอื่นมามีเรื่องกับ เจ ที่ครูให้ค่าว่าเป็นตัวสร้างหน้าตา ชื่อเสียงมาสู่โรงเรียน เหตุเพราะเล่นเกมออนไลน์ด้วยกันแล้วถูกเจถล่มดับอนาถ คนดูเจ็บตรงหลังจากครูจัดการเรื่องทั้งหมดแล้ว ครูยังยื่นหน้ามาทวงถามเจว่า "มีอาวุธเหลือมั้ย แบ่งให้ครูหน่อยสิ" -- ต่างตอบแทนกัน ว่างั้น

กลับไปที่ฮอร์โมน อยากจะบอกในฐานะของคนที่ดูละครทีวีมาตั้งแต่ยุคยังมีเสียงบอกบทหลุดมาให้คนทางบ้านได้ยิน ว่าช่างเป็นละครซึ่งถ่ายทำสวยที่สุดที่เคยเห็น ตัดต่อเล่าเรื่องได้ร่วมสมัยน่าติดใจ

แต่ไม่ใช่ ตั้งวง -- อย่าได้คาดหวังจะเห็นช็อตสวยๆ อะไรแบบนั้นเป็นอันขาด แม้แต่ผู้คนตัวเอกตัวรองทั้งหลายก็ไม่ใช่ประเภททางสวยทางหล่อนำหน้ามาแต่ไกลแบบนั้นเลย แต่ทุกคนดูมีตัวตนอยู่ในเรื่องอย่างที่สวยหล่อที่ไหนก็มาแทนที่ได้ยาก

สิ่งที่มาแทนความสวยของช็อต คือการให้ความรู้สึกเสมือนคนดูได้เข้าไปอยู่ร่วมด้วยจริงๆ ในเรื่อง โดยเฉพาะตอนที่เบสตั้งใจออกไปตามพ่อที่ม็อบ ความมืด ไฟแสงจันทร์เหลืองสว่างแต่น่ากลัว ไม่รู้ว่าใครอยู่ตรงไหนบ้าง เสียงปืนที่ไม่รู้เลยว่ามาจากทิศไหนหรือจากใคร วอบแวบของคนที่กำลังวิ่ง เสียงพูดด้วยของคนซึ่งกำลังหลบกระสุนเหมือนกัน ความชุลมุนตอนเบสล้มลงไปแล้วมีคนสองคนเข้ามาช่วยกึ่งพยุงกึ่งลาก เสียงพูด ความสั่นไหวของกล้อง หน้าตาของเบส ทำให้เกือบรู้สึกแทนถึงแรงมือที่เข้ามาจับเนื้อตัว และรู้สึกไปเต็มๆ ถึงความกลัวตาย -- ไม่ใช่กลัวตัวละครตายเหมือนเรื่องทั่วไป แต่เป็น -- กลัวตัวเองตาย -- มันรู้สึกได้ขนาดนั้นจริงๆ

พูดไม่ได้หรอกว่านี่เป็นหนังไทยแห่งชาติ หรือนี่คือแอ็คติ้งระดับเทพ หรือสนุกจนอ้าปากค้าง แต่มันมีทั้งตอนที่หัวเราะจนเหนื่อย ตอนนิ่งเหมือนถูกตบ ชก ตี ฯลฯ ไปจนถึงตอนที่อยากร้องไห้

ขอพูดว่านี่เป็นหนังไทยที่คนไทยไม่ว่าฝ่ายไหนก็ควรจะต้องดู

มาดูด้วยกัน มากลัวตายด้วยกัน

*ตั้งวง
ภาพยนตร์โดย คงเดช จาตุรันต์รัศมี


วันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2556



G   a   n   e   s   h
พระคเณศรเสียงา
'กล้า' คือหน้าที่


December 2012 / ธันวาคม 2555









สามปีก่อนที่ 100 แกลเลอรี่ ซอยต้นสน มีการแสดงชื่อเดียวกันนี้เลย พระคเณศรเสียงา ในรูปแบบโซโลด๊านซ์จาก พิเชษฐ กลั่นชื่น เป็นการแสดงที่งดงามเหลือเกิ
นในความรู้สึก -- แน่นอน นี่ไม่ใช่แค่การเล่นสำบัดสำนวน

ดิฉันยังจำได้ดีถึงอาการอ้าปากค้างของตัวเองจากการที่ได้เห็นพิเชษฐลงนอนกับพื้นแล้วใช้เท้าของเขาต่างมือในการร่ายรำ (ช็อก? อย่าเพิ่ง นี่เป็นแค่ตัวอย่างเล็กๆ เท่านั้นจากทั้งโชว์!) ตอนนั้นในใจร้อง"ทำอย่างนั้นได้หรือ ไม่ผิดหรือ" แต่อีกใจก็แย้งสวนออกมาเดี๋ยวนั้นเลยว่า -- ทำเถอะ ผิดเถอะ ผิดให้หนักกว่านี้อีก ถ้าสิ่งที่ทำอยู่มันให้ความรู้สึกมากมายล้นทะลักอย่างที่ให้อยู่ ในขณะไอ้สิ่งที่เขาเรียกกันว่าถูกนั่นน่ะ ไม่เคยทำให้รู้สึกรู้สาอะไรได้เลย และถ้าไม่ให้ความรู้สึก ที่ไหนจะเรียกว่าเป็นศิลปะได้

ในครั้งนั้นนอกจากวิธีการจะนอกคอก เรื่องราวก็ยังไม่มีอะไรจะคอนเทมโพรารี่ได้กว่านั้นอีกแล้ว ใช่ --  พระคเณศรโอรสพระอุมาและพระศิวะยังคงต่อสู้กับรามปรศุเหมือนเรื่องเล่าดั้งเดิม แต่พร้อมกันนั้นก็จับประเด็นร่วมสมัยจริงๆ กับความขัดแย้งระดับชาติที่กำลังเกิดขึ้นและกำลังเข้มข้นเข้าไคล ให้ความรู้สึกเคียงบ่าเคียงไหล่จนแทบจะเป็นภาพสะท้อนความจริง แต่เป็นในอีกมิติที่สวมอยู่และเดินคู่ขนานหยอกล้อกันไปอย่างเสียดเย้ย ดุเดือดปนเจ็บปวด -- คุณต้องนึกภาพตามไปด้วยว่าจุดศูนย์กลางการชุมนุมของประชาชนที่ขัดแย้งกับรัฐในขณะนั้นอยู่ห่างจากแกลเลอรี่ที่ทำการแสดงเพียงแค่เดินออกจากซอยต้นสนมาที่ถนนใหญ่ไม่เกินสองร้อยเมตร แม้จะไม่มีอะไรที่เรียลิสติกเลยในโชว์ครั้งนั้น แต่มันช่างให้ฟีลสมจริงสมจังเสียจนถึงขั้นเรียกน้ำตา

พระคเณศรเสียงาเมื่อธันวาคมปลายปีที่เพิ่งผ่านแสดงที่สยามสมาคม ถนนอโศก ไม่มีอะไรเหมือนคราวที่แล้ว ไม่ใช่แม้แต่โซโล แต่เป็นการแสดงของ Pichet Klunchun Dance Company ตัวไดเร็คเตอร์เองร่วมแสดงกับนักเต้นของเขาเองและนักแสดงรับเชิญ แยกย่อยออกเป็น 3 ส่วนในเวลาสองชั่วโมงครึ่ง คุณชอบอะไรล่ะ รำไทยแบบประเพณีหรือจะเป็นโมเดิร์น ด๊านซ์ หรือว่าคอนเทมโพรารี่ -- ไม่ต้องเลือกหรอก เขามีให้คุณทั้งหมดนั่นเลย

ก่อนอื่นทำเป็นว่าคุณไม่รู้จัก ไม่เคยได้ยินชื่อ และไม่เคยดูงานของศิลปินคนนี้มาก่อน อาจจะยากนิดหน่อยในขณะที่เขามีทั้งชื่อเสียงและความสำเร็จขนาดได้รับเกียรติ เครื่องราชฯ และรางวัลจากชาติในยุโรปหลายๆ รางวัลมาแล้ว บางการแสดงต้องเวียนเล่นไปทั่วโลกอยู่ถึงเจ็ดปีก็มี --  เอาเถอะ คุณทำลืมเสียก่อน เราจะดูงานนี้ด้วยตัวเนื้องานจริงๆ -- ดูซิว่าด้วยวิธีนั้นเราจะเห็นอะไรกัน

เดินทางกลางอดีต
สวนกลางแจ้งสยามสมาคมเป็นฉากการแสดงชิ้นแรกท่ามกลางบรรยากาศชิงพลบ เรื่องทั้งหมด เพลง การร่ายรำ เสื้อผ้าเครื่องละครที่นักแสดงสวม เป็นงานประเพณีในแบบที่ทำให้คนดูแทบจะทั้งหมดต้องตั้งคำถามกับตัวเองอย่างงงงวย ว่าอะไรดึงดูดให้นั่งดูรำไทย 'อย่างอยากดู' กันละนี่ -- อย่างแรกคุณต้องยอมรับก่อนว่าคนสมัยใหม่ (ที่ไม่โกหกเอาใจใคร) ต่างก็เห็นโขนละครเป็นเรื่องโบราณล้านปี แถมยังเป็นเรื่องของคนอื่นล้วนๆ ใครบ้างก็ไม่รู้สวมศีรษะใส่ชฎา นึกไม่ออกว่าจะเอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวด้วยยังไง

นี่จึงไม่ใช่เรื่องปกติที่ดิฉันได้เห็นความเงียบและ 'อ้าปากค้าง' ของผู้ชมหลายๆ คนทั้งไทยทั้งไม่ไทย ศิลปะเป็นเรื่องสากล เมื่อไหร่ที่งานไปได้จนถึงจุดนั้นด้วยตัวเนื้องานแท้ๆ พรมแดนต่างๆ ก็สลายแล้ว ไม่มีชาติพันธุ์อีกต่อไป และคุณต้องอย่าลืมหมายเหตุเอาไว้ตัวโตๆ ด้วยว่าสิ่งที่เรียกว่าศิลปะในการแสดงเชิงด๊านซ์ไม่ว่าจะสังกัดสัญชาติอะไรก็ตาม มันคือศิลปะการเล่าเรื่องด้วยภาษากาย ที่เหลือ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องละครสุดวิจิตร แสงสีอุปกรณ์รวมทั้งเทคนิคเหาะเหินเดินสลิง (ถ้าจะมี) ล้วนแต่เป็นเพียงเครื่องมือหรือตัวช่วย ถ้ายกเอาองค์ประกอบพวกนั้นออกแล้วไม่เหลืออะไรให้ดูอีก ก็ไม่ใช่ศิลปะ ขีดเส้นใต้ - จบหรือตายไปได้เลย

อย่างที่สอง ถึงคุณจะไม่ค่อยได้ดูรำไทยสักเท่าไหร่ ครั้งสุดท้ายอาจจะโน่น -- สิบปีก่อน แต่สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าคุณจะรู้ได้เองว่ามันไม่ใช่อย่างที่เคยผ่านตา นี่คือการคอรีโอกราฟหรือออกแบบท่ารำขึ้นมาใหม่หมด เป็นรำไทยที่ดูสะอาดหมดจด หาความฟูมฟายรุงรังไม่เจอ มันทั้งชัดในไดเร็กชั่น ทั้งคมกับการออกมือไม้ มันคือความเป็นระเบียบของร่างกายที่ไม่มีทางลัดทางไหนทำได้นอกจากการผ่านการฝึกฝน เคี่ยวกรำคร่ำเคร่ง ทั้งยังต้องบวกความประณีต อย่างที่สุด ไม่ว่าจะเป็นรามปรศุ พระคเณศร พระศิวะ พระแม่อุมา พระนารายณ์ พราหมณ์แปลง ผู้ชมชายหนุ่มรุ่นใหม่คนหนึ่งบอกดิฉันว่า "รำกัน 'โคตร' สวย" (ไม่มีคำไหนแทนคำนี้ได้จริงๆ ขออภัยที่ต้องคงเอาไว้) มันสวยขนาดนั้นได้ ดิฉันเชื่อว่านักเต้น (รำ) เหล่านี้ไม่ได้ถูกสอนมาแค่ให้รำตามๆ กันไป มีความคิดความคมอยู่ในท่วงท่าเหล่านั้น เพราะเขาทำงานศิลปะซึ่งต้องสร้างสรรค์ ไม่ใช่ทำแต่งานฝีมือ เป็นงานของ artist มิใช่ artisan

สรุปของช่วงนี้สำหรับดิฉัน "ถึงตัดทุกอย่างออก ดูแค่มือของแต่ละคนอย่างเดียวก็เกินจะพอ"
 
 
อาวองต์ การ์ด - อวกาศ
เราได้รับการบอกเล่าให้ลุกจากที่นั่งในสวนแล้วเข้าไปสู่ห้องประชุมที่อยู่ติดกัน ก็เข้าใจที่ได้เห็นหลายคนทำท่าเหมือนกับ "ทำไมไม่แสดงตรงนี้ต่อๆ กันไปเลยนะ" - เชื่อเถอะว่าถ้ามันไม่จำเป็น เขาจะไม่ให้คุณลุกไปไหน รับรู้เถอะว่าเวลามันเดินทางอยู่ ทุกกระดิกของเข็มนาฬิกามันพาเราไปสู่ที่ใหม่ที่ไหนสักที่อยู่แล้ว และนี่เขากำลังเชื้อเชิญให้เราร่วมเดินทางไปกับพวกเขา จริงๆ แล้วตั้งแต่ต้นเราไม่ใช่แค่คนดู แต่เป็นผู้สังเกตการณ์ที่อยู่ร่วมในเหตุที่กำลังเกิด และกำลังรับรู้ผลที่ตามมาในใจเราๆ เอง

รามปรศุนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นในห้องเย็นเฉียบ ทำไมก็ไม่รู้ ดิฉันมีความรู้สึกเหมือนว่ามันเย็นจนแทบจะเป็นห้องดับจิตในโรงพยาบาล โมเดิร์น ด๊านซ์ ตั้งต้น ทุกคาแร็กเตอร์อยู่ในชุดกีฬาเข้ารูป มันเป็นฉากที่ดิฉันมองเห็นสุนทรียะของการทำหน้าที่ คุณเกิดมาเพื่อทำอะไรคุณก็ต้องก้มหน้าทำสิ่งนั้นเรื่อยไป เกิดมาต้านต้องต้าน เกิดมาขืนต้องขืน เกิดมาเมตตาก็เมตตาให้ถึงขนาด ลึกๆ แล้วทุกคนล้วนแต่อยากทำส่วนของตัวเองให้ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ เพียงแต่ดีของเรามันอาจขัดกับดีของคนอื่น การต่อสู้จึงต้องเกิดเสมอ

พิเชษฐ กลั่นชื่น โซโลกลางแสงฟลูโอเรสเซ้นท์เรียงเป็นตับ นักเต้น 'ตัวพ่อ' นั้นสมศักดิ์ศรีเกินกว่าจะบรรยาย เขาเปลี่ยนไปจากห้าหรือเจ็ดหรือสิบปีที่แล้วมากทีเดียว ถ้าเป็นวรยุทธ์ นี่เป็นเพลงกระบี่ที่ไม่มีกระบี่แล้ว มันไม่แม้แต่เป็นกระบี่อยู่ที่ใจอย่างภาษาบู๊ลิ้มชอบพูดๆ กัน เรื่องของเรื่องคือเขาไม่จำเป็นต้องใช้อะไรเลยนอกจากธรรมชาติของตัวเองที่หลอมเข้ากับด๊านซ์ไปเสร็จสิ้นหมดจด เหมือนคนที่จะไม่พูดอะไรพร่ำเพ้อมากมาย คนแบบนี้แหละที่คุณต้องตั้งใจฟังเพราะคำจะมีความหมายอยู่ทุกถ้อย

ดิฉันยังเชื่อว่าเขาจะไปอีก ก้าวไปข้างหน้าอีกไม่จบสิ้นหยุดหย่อน มันท้าทายมากว่าต่อไปเราจะได้เห็นอะไร ถ้าวันนี้คือขั้นเทพ อะไรคือ 'นิพพาน' ของศิลปะและศิลปิน

สำหรับตอนนี้ศักดิ์และศรีของเขาอย่างที่สุด อยู่ที่การแสดงของนักเต้นในคัมพานีทุกคนซึ่งคนดูมองเห็น 'สกุลช่าง' ได้ชัดเจนสุดๆ แล้วตั้งแต่รำแบบประเพณีเรื่อยมาถึงด๊านซ์สากล -- นานแค่ไหนแล้วที่ประเทศนี้ไม่เกิดสกุลช่างสร้างสรรค์ แปดสิบปี? ร้อยปี? ดิฉันไม่แปลกใจที่เขาถูกแรงเสียดทานกระทำอยู่เป็นประจำทุกครั้งที่เปิดการแสดง ขอแสดงความยินดีด้วยเป็นอย่างมาก ไม่มีศิลปินเอกคนไหนแม้แต่คนเดียวที่ไม่มีกระแสต้าน ห้าร้อยปีที่แล้วเป็นอย่างไรก็ยังเป็นอยู่อย่างนั้น บอกแล้วว่าเกิดมาทำอะไรเราก็ต้องทำไป พิเชษฐเกิดมาทำศิลปะ เขาไม่ทำอย่างอื่น

จากการแสดงหลายครั้งหลายหนโดยเฉพาะช่วงหลังๆ ดิฉันมีข้อสังเกตว่าฐานของคัมพานีนี้แหละแน่นหนาที่สุดในประดาด๊านซ์รวมทั้งคัมพานีการแสดงอื่นๆ ทั้งประเทศไทย ถ้าจะเปรียบ นี่เป็นการมีบ้านที่แข็งแรงมากเป็นของตัวเอง ในขณะที่ดิฉันยังมองเห็นคัมพานี 'บ้านเช่า' มากมาย แน่นอน -- รวมทั้งโฮมเลสส์อีกจำนวนหนึ่ง

ดิฉันคงต้องพูดถึงนักแสดงอีกคนของ พิเชษฐ กลั่นชื่น ด๊านซ์คัมพานี - สุนนท์ วชิรวราการ เขาเติบโตเป็นนักเต้นเต็มตัวแล้วจากปูมหลังนักแสดงละครพูด ยอมรับเลยว่าเกือบจำเขาไม่ได้กับท่าทีมั่นคงชัดเจน เมื่อก่อนดิฉันก็คิดว่าเขาเป็นนักแสดงเวทีที่เก่งกาจคนหนึ่ง แต่มันเป็นความเก่งของสำลีนุ่มๆ ทุกวันนี้เขาเหมือนก้อนอิฐแกร่งๆ -- หมดปัญญาเปรียบเทียบ ตื่นเต้นมากกว่า ว่างานที่ดีเปลี่ยนคนเราได้ขนาดนั้น!

สติร่วมสมัย

'อัปลักษณ์ที่สุดแต่งดงามที่สุด' ดิฉันไม่เคยเชื่อเลยว่านี่จะเป็นจริงได้จนกระทั่งได้เห็นการแสดง พระคเณศรเสียงา ช่วงสุดท้าย เราย้ายจากในห้องประชุมมาที่ลานกว้างด้านหน้าติดกับถนนอโศกแค่รั้วกั้น

งานวัด? ไฟนีออนแผ่เป็นพัดอยู่กลางแจ้ง แท่นวางเครื่องบูชา ศีรษะพระคเณศร เก้าอี้แดง กระถางธูปเทียน มีผู้หญิงใส่ชุดขาวเหมือนคนชอบไปถือศีลทีละห้าวันเจ็ดวันนั่งบริกรรมอะไรอยู่ข้างหน้า จากนั้นเป็นการทยอยกันเข้ามาของผู้คนนับสิบทั้งหญิงชายและเพศถัดๆ มา ต่างคนมีกิจธุระเป็นของตัวเอง ทั้งนางกวักชุดทองสวมแว่นกันแดดอาวิเอเตอร์ นางเตียวเสี้ยนคีบบุหรี่ ราชินีบอลลีวู้ดซึ่งไม่รู้ว่าเป็นใครแน่ระหว่างมุมตัสและฟรีดา ปินโต ฯลฯ กระทั่งโจ๊กเกอร์คู่ปรับแบ็ตแมนก็ยังมาปรากฏตัว ทั้งหมดนี้อยู่
ท่ามกลางเสียงดนตรีสดและพิธีกรชาย เหมือนเรากำลังเปิดยูทูบดูงานไหว้เจ้าเข้าทรงที่มีคนอัพโหลดไว้รอจำนวนล้านวิว เป็นเรื่องราวอิทธิปาฏิหาริย์ประเภท "ไม่เชื่ออย่าลบหลู่" อะไรทำนองนั้น

กลั้นหัวเราะตั้งแต่ลงนั่ง (ใครว่างานศิลปะขำไม่ได้) และไม่ไหวจะกลั้นอีกต่อไปเมื่อสตรีท่าทางเรียบร้อยนางหนึ่งเดินตรงดิ่งเข้ามากราบที่แท่นบูชาก่อนจะถอยมานั่งในที่ของตัวร่วมกับคนอื่นๆ ทันใดนางก็รื้อเอากางเกงและเสื้อออกมาใส่ซ้อนลงไปบนร่าง ทั้งหมดลายเสือล้วน ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อนางหยิบเอาแถบผ้าลายเสือเหมือนกันขึ้นคาดหัว และเรียกเสียงหัวเราะสนั่นหวั่นไหวทันใดที่นางเปล่งเสียงชัดถ้อยชัดคำกลบเสียงวุ่นวายอื่นๆ รอบกายออกไปว่า "หยุด" และ "ขอเพลง 'โลกของผึ้ง' ค่ะ" -- ราชินีลูกทุ่งเดินทางจากสรวงสวรรค์ลงมาให้มนุษย์สัมผัสแล้ว


เรื่องที่ไม่ได้คิดมาก่อนอีกอย่างกำลังเกิดขึ้น นั่นก็คือบรรดาผู้คนที่ผ่านไปมาบนทางเท้าหน้าสยามสมาคมพากันหยุดยืนเกาะรั้วโปร่งสังเกตการณ์ใกล้ชิด บางคนอดไม่ได้ ออกปากถามคนในรั้วว่า "นี่เขาทรงอะไรกัน" และตื่นเต้นยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อมีการแบกร่างแน่นิ่งของรามปรศุเข้ามานอนกองกับพื้น คุณคิดว่าร่างทรงนับสิบจะทำอะไร

สิ่งสำคัญยิ่งกว่านั้นคือระหว่างที่นั่งดูอยู่ เราทั้งหมดเห็นตัวเองอยู่ในฉากกันทั้งนั้น นี่แหละภาพจำลองโลกที่เป็นอยู่ นี่คือความไร้สติที่กดทับปัญญาไม่ให้งอกงามอยู่ทุกวัน เราคุมกำเนิดความคิดตัวเองด้วย 'ไม่เชื่ออย่าลบหลู่' เสมอ เหตุผลน้อย อคติและอวิชชามาก ไหนล่ะคือสิ่งที่เราเกิดมาแล้วต้องทำ เราไม่กล้าแม้แต่จะทำอะไรอย่างที่คนอื่นเขาไม่ทำ คิดอะไรอย่างที่ไม่มีใครกล้าคิด ดิฉันขำหนักเข้าไปอีกเมื่อเห็นร่างทรงเริ่มเดินแจกรูปตัวเองพิมพ์เป็นปฏิทินที่บอกว่าผ่านการปลุกเสกมาแล้ว ลึกๆ ดิฉันรู้ว่าพิเชษฐเป็นคนชอบล้อเลียนเสียดสี แต่ไม่คิดว่าจะฮาได้หนักขนาดการแสดงวันนี้

หลังสองชั่วโมงครึ่งผ่านไปดิฉันรู้สึกเหมือนตัวเองถูกปลดปล่อย งานศิลปะกำลังทำปฏิกิริยากับดิฉันบางอย่าง รามปรศุในตัวได้รับเมตตาแก้คำสาปให้เคลื่อนไหวได้ ไม่ใช่ด้วยมนตรา แต่ด้วยการให้สติ

ดิฉันนึกขอบคุณความกล้าของ Pichet Klunchun Dance Company ขณะที่ออกเดินไปข้างหน้าอย่างมีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง

(ตีพิมพ์ในนิตยสาร Madame FIGARO ฉบับกุมภาพันธ์ 2013 คอลัมน์ Culture Review)