ตั้งวง
'ชีวิตดีๆ ที่ลงตัว'
ระหว่างรอซื้อตั๋วหนังอยู่ในแถว จอใหญ่บนผนังข้างๆ วนฉายตัวอย่างหนังสารพัดที่กำลังอยู่ในโปรแกรม พอมาถึงทีเซอร์หรือตัวอย่างของ 'ตั้งวง' เรื่องที่ทำให้ยอมออกจากบ้านในวันอาทิตย์เพื่อมา 'ดูให้ได้' ก็ให้เกิดอาการไม่แน่...ใจขึ้นมาครามครัน -- วันอาทิตย์แลกกับหนังไทยเรื่องนี้ --
หนังว่าด้วยเรื่องราวของเด็กชายวัยมัธยมตัวหลัก 4 คน สองคนแรก ยอง กับ เจ เป็นตัวแข่งตอบปัญหาวิทยาศาสตร์ประจำโรงเรียน คนที่สาม - เบสเป็นนักกีฬาปิงปองผู้มุ่งมั่นจะเป็นตัวโรงเรียนเหมือนกันเพราะเมื่อเป็นแล้ว ทุนการศึกษาจะตามมาด้วยเป็นแพ็กเกจ ในขณะที่คนสุดท้าย เอ็ม ลาออกไปเรียนสายอาชีพนานแล้ว แต่ไม่เคยเห็นใส่ชุดไปเรียนเลยตลอดเรื่อง เพราะมัวแต่บ้าเต้น cover เกาหลีจนได้แชมป์ กับขลุกอยู่กับ เฟื่อง แฟนสาวเปรี้ยวซ่าท้าทุกสภาวะ
คนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ ใน 100 คนต้องมีสัก 99 (1 คนที่เหลือ ที่บ้านไฟฟ้ายังเดินไปไม่ถึง) ที่คิดไปถึงซีรี่ส์ดังซึ่งเพิ่งหมดซีซั่นไปหยกๆ 'ฮอร์โมน' เพราะหนังเล่าเรื่องเด็กวัยเดียวกัน เพียงแต่นี่เป็นเด็กโรงเรียนบ้านๆ ปัญหาที่เจอถึงจะมีบางอย่างใกล้เคียงแต่มันตั้งอยู่คนละฐานและปัจจัยแวดล้อม ทางออกหรือแม้แต่วิธี deal กับปัญหาก็เลยต่างกันไป มีตั้งแต่เด็กกลัวพ่อแม่ว่าเรื่องไม่ประสบความสำเร็จ หรือเด็กมีปัญหาครอบครัวเพราะพ่อออกไปชุมนุมรายวัน หรือเด็กสาวกลัวท้อง ฯลฯ
เดี๋ยวก่อน -- หยุดมโนโน่นนี่วุ่นวายได้แล้ว ถึงใครๆ จะอดไม่ได้ที่จะนึกถึงฮอร์โมน แต่ -- ท่านประธานที่เคารพ -- สิ่งที่มันต่างกันสุดขั้วโลก นั่นก็คือในซีรี่ส์เรื่องดังเขาตั้งใจจะพูดถึงเด็กวัยรุ่นกันจริงจัง ในขณะที่เรื่องนี้ คนเล่าเรื่องหรือผู้กำกับเขาใช้วัยรุ่นเป็นอุปกรณ์พูดในสิ่งที่เขาอยากจะพูด (ใช้คำว่ากรีดร้องได้ไหม) กับคนทั้งประเทศมากกว่า เกรียนทั้งสี่จึงกลายเป็นตัวแทนผู้คนแบบต่างๆ ในสังคม 'ไทยๆ' ได้อย่างชวนหัวเราะ / ร้องไห้ / สงสาร / หรือปวดร้าวใจเป็นที่สุด จากเบลอๆ ในตอนแรก กลายเป็นค่อยๆ ชัดขึ้นเรื่อยๆ ไปจนเรื่องลงท้าย
และไม่ใช่แค่ตัวละครเท่านั้น ฉาก เสื้อผ้า บรรยากาศ ของประกอบฉากที่มองเห็น เสียงที่ได้ยิน ภาพบันทึกเหตุการณ์ช่วงความรุนแรงทางการเมือง การออกมาช่วยกันเก็บกวาด 'ล้าง' เมืองหลวงหลังเหตุการณ์ หรือแม้แต่ป้ายเขียวสดชื่นของ กทม ที่ติดไว้บนราวสกายวอล์กเหนือแยกราชประสงค์ว่า 'กรุงเทพฯ ชีวิตดีๆ ที่ลงตัว'
'ชีวิตดีๆ ที่ลงตัว'
ระหว่างรอซื้อตั๋วหนังอยู่ในแถว จอใหญ่บนผนังข้างๆ วนฉายตัวอย่างหนังสารพัดที่กำลังอยู่ในโปรแกรม พอมาถึงทีเซอร์หรือตัวอย่างของ 'ตั้งวง' เรื่องที่ทำให้ยอมออกจากบ้านในวันอาทิตย์เพื่อมา 'ดูให้ได้' ก็ให้เกิดอาการไม่แน่...ใจขึ้นมาครามครัน -- วันอาทิตย์แลกกับหนังไทยเรื่องนี้ --
หนังว่าด้วยเรื่องราวของเด็กชายวัยมัธยมตัวหลัก 4 คน สองคนแรก ยอง กับ เจ เป็นตัวแข่งตอบปัญหาวิทยาศาสตร์ประจำโรงเรียน คนที่สาม - เบสเป็นนักกีฬาปิงปองผู้มุ่งมั่นจะเป็นตัวโรงเรียนเหมือนกันเพราะเมื่อเป็นแล้ว ทุนการศึกษาจะตามมาด้วยเป็นแพ็กเกจ ในขณะที่คนสุดท้าย เอ็ม ลาออกไปเรียนสายอาชีพนานแล้ว แต่ไม่เคยเห็นใส่ชุดไปเรียนเลยตลอดเรื่อง เพราะมัวแต่บ้าเต้น cover เกาหลีจนได้แชมป์ กับขลุกอยู่กับ เฟื่อง แฟนสาวเปรี้ยวซ่าท้าทุกสภาวะ
คนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ ใน 100 คนต้องมีสัก 99 (1 คนที่เหลือ ที่บ้านไฟฟ้ายังเดินไปไม่ถึง) ที่คิดไปถึงซีรี่ส์ดังซึ่งเพิ่งหมดซีซั่นไปหยกๆ 'ฮอร์โมน' เพราะหนังเล่าเรื่องเด็กวัยเดียวกัน เพียงแต่นี่เป็นเด็กโรงเรียนบ้านๆ ปัญหาที่เจอถึงจะมีบางอย่างใกล้เคียงแต่มันตั้งอยู่คนละฐานและปัจจัยแวดล้อม ทางออกหรือแม้แต่วิธี deal กับปัญหาก็เลยต่างกันไป มีตั้งแต่เด็กกลัวพ่อแม่ว่าเรื่องไม่ประสบความสำเร็จ หรือเด็กมีปัญหาครอบครัวเพราะพ่อออกไปชุมนุมรายวัน หรือเด็กสาวกลัวท้อง ฯลฯ
เดี๋ยวก่อน -- หยุดมโนโน่นนี่วุ่นวายได้แล้ว ถึงใครๆ จะอดไม่ได้ที่จะนึกถึงฮอร์โมน แต่ -- ท่านประธานที่เคารพ -- สิ่งที่มันต่างกันสุดขั้วโลก นั่นก็คือในซีรี่ส์เรื่องดังเขาตั้งใจจะพูดถึงเด็กวัยรุ่นกันจริงจัง ในขณะที่เรื่องนี้ คนเล่าเรื่องหรือผู้กำกับเขาใช้วัยรุ่นเป็นอุปกรณ์พูดในสิ่งที่เขาอยากจะพูด (ใช้คำว่ากรีดร้องได้ไหม) กับคนทั้งประเทศมากกว่า เกรียนทั้งสี่จึงกลายเป็นตัวแทนผู้คนแบบต่างๆ ในสังคม 'ไทยๆ' ได้อย่างชวนหัวเราะ / ร้องไห้ / สงสาร / หรือปวดร้าวใจเป็นที่สุด จากเบลอๆ ในตอนแรก กลายเป็นค่อยๆ ชัดขึ้นเรื่อยๆ ไปจนเรื่องลงท้าย
และไม่ใช่แค่ตัวละครเท่านั้น ฉาก เสื้อผ้า บรรยากาศ ของประกอบฉากที่มองเห็น เสียงที่ได้ยิน ภาพบันทึกเหตุการณ์ช่วงความรุนแรงทางการเมือง การออกมาช่วยกันเก็บกวาด 'ล้าง' เมืองหลวงหลังเหตุการณ์ หรือแม้แต่ป้ายเขียวสดชื่นของ กทม ที่ติดไว้บนราวสกายวอล์กเหนือแยกราชประสงค์ว่า 'กรุงเทพฯ ชีวิตดีๆ ที่ลงตัว'
สิ่งเหล่านี้ยิ่งเพิ่มความชัดและบางครั้งก็เหมือนเป็นตัวเฉลยให้กับบางคำถามที่เกิดขึ้นในฉากที่เพิ่งผ่านไป แทบไม่มีองค์ประกอบอะไรเลยที่อยู่ในเซ็ตอย่างไม่จำเป็น หรือถ้าจะพูดให้ชัดขึ้นก็น่าจะบอกได้ว่า ผู้กำกับใช้ของบางอย่างแทนตัวละครที่ไม่เคยมาปรากฏตัวเลยด้วยซ้ำ
ภารกิจของตัวละครหลักทั้งสี่ซึ่งมาประจวบลงตัวกันพอดี นั่นก็คือการแก้บนกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ละแวกบ้าน ต่างคนต่างก็อยากได้ประโยชน์ในรูปแบบของตัว ที่ไม่ได้บนเองแต่มีคนหวังดีมาบนให้ก็มี ไอ้ที่จะต้องมารำแก้จึงต้องฝึกซ้อมกัน โดยเริ่มจาก ตั้งวง - ยกมือขึ้นตั้งท่ารำ กันเป็นมหกรรมโดยโค้ชพิเศษผู้รำหน้าพระพรหมแยกราชประสงค์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่ก็ไม่ยักหนีเคราะห์หามยามซวยถูกฝรั่งหลอกข้ามทวีปจนหมดเนื้อหมดตัวได้
การ์ตูนญี่ปุ่น / แอพพลิเคชั่นแชทกับโปรแกรม (ในเรื่องคือ ด็อกเตอร์ฮู) / สไกป์ / ยูทูบ มีบทบาทเคียงคู่ไปกับกลิ่นธูปควันเทียนและวลี 'ไม่เชื่ออย่าลบหลู่' ชนิดที่ต่อให้หลับตาดูทั้งเรื่อง เปลี่ยนชื่อตัวละครให้หมดก็ยังรู้ว่านี่คือหนังที่พูดถึง ประเทศไทย
"ไอ้พวกกาก เจเขาเป็นทรัพยากรที่มีค่าของโรงเรียน" คำปราม (เรียกว่าคำรามจะดีกว่า) ของครูเมื่อเด็กนักเรียนคนอื่นมามีเรื่องกับ เจ ที่ครูให้ค่าว่าเป็นตัวสร้างหน้าตา ชื่อเสียงมาสู่โรงเรียน เหตุเพราะเล่นเกมออนไลน์ด้วยกันแล้วถูกเจถล่มดับอนาถ คนดูเจ็บตรงหลังจากครูจัดการเรื่องทั้งหมดแล้ว ครูยังยื่นหน้ามาทวงถามเจว่า "มีอาวุธเหลือมั้ย แบ่งให้ครูหน่อยสิ" -- ต่างตอบแทนกัน ว่างั้น
กลับไปที่ฮอร์โมน อยากจะบอกในฐานะของคนที่ดูละครทีวีมาตั้งแต่ยุคยังมีเสียงบอกบทหลุดมาให้คนทางบ้านได้ยิน ว่าช่างเป็นละครซึ่งถ่ายทำสวยที่สุดที่เคยเห็น ตัดต่อเล่าเรื่องได้ร่วมสมัยน่าติดใจ
แต่ไม่ใช่ ตั้งวง -- อย่าได้คาดหวังจะเห็นช็อตสวยๆ อะไรแบบนั้นเป็นอันขาด แม้แต่ผู้คนตัวเอกตัวรองทั้งหลายก็ไม่ใช่ประเภททางสวยทางหล่อนำหน้ามาแต่ไกลแบบนั้นเลย แต่ทุกคนดูมีตัวตนอยู่ในเรื่องอย่างที่สวยหล่อที่ไหนก็มาแทนที่ได้ยาก
สิ่งที่มาแทนความสวยของช็อต คือการให้ความรู้สึกเสมือนคนดูได้เข้าไปอยู่ร่วมด้วยจริงๆ ในเรื่อง โดยเฉพาะตอนที่เบสตั้งใจออกไปตามพ่อที่ม็อบ ความมืด ไฟแสงจันทร์เหลืองสว่างแต่น่ากลัว ไม่รู้ว่าใครอยู่ตรงไหนบ้าง เสียงปืนที่ไม่รู้เลยว่ามาจากทิศไหนหรือจากใคร วอบแวบของคนที่กำลังวิ่ง เสียงพูดด้วยของคนซึ่งกำลังหลบกระสุนเหมือนกัน ความชุลมุนตอนเบสล้มลงไปแล้วมีคนสองคนเข้ามาช่วยกึ่งพยุงกึ่งลาก เสียงพูด ความสั่นไหวของกล้อง หน้าตาของเบส ทำให้เกือบรู้สึกแทนถึงแรงมือที่เข้ามาจับเนื้อตัว และรู้สึกไปเต็มๆ ถึงความกลัวตาย -- ไม่ใช่กลัวตัวละครตายเหมือนเรื่องทั่วไป แต่เป็น -- กลัวตัวเองตาย -- มันรู้สึกได้ขนาดนั้นจริงๆ
พูดไม่ได้หรอกว่านี่เป็นหนังไทยแห่งชาติ หรือนี่คือแอ็คติ้งระดับเทพ หรือสนุกจนอ้าปากค้าง แต่มันมีทั้งตอนที่หัวเราะจนเหนื่อย ตอนนิ่งเหมือนถูกตบ ชก ตี ฯลฯ ไปจนถึงตอนที่อยากร้องไห้
ขอพูดว่านี่เป็นหนังไทยที่คนไทยไม่ว่าฝ่ายไหนก็ควรจะต้องดู
มาดูด้วยกัน มากลัวตายด้วยกัน
*ตั้งวง
ภาพยนตร์โดย คงเดช จาตุรันต์รัศมี

