วันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2556



G   a   n   e   s   h
พระคเณศรเสียงา
'กล้า' คือหน้าที่


December 2012 / ธันวาคม 2555









สามปีก่อนที่ 100 แกลเลอรี่ ซอยต้นสน มีการแสดงชื่อเดียวกันนี้เลย พระคเณศรเสียงา ในรูปแบบโซโลด๊านซ์จาก พิเชษฐ กลั่นชื่น เป็นการแสดงที่งดงามเหลือเกิ
นในความรู้สึก -- แน่นอน นี่ไม่ใช่แค่การเล่นสำบัดสำนวน

ดิฉันยังจำได้ดีถึงอาการอ้าปากค้างของตัวเองจากการที่ได้เห็นพิเชษฐลงนอนกับพื้นแล้วใช้เท้าของเขาต่างมือในการร่ายรำ (ช็อก? อย่าเพิ่ง นี่เป็นแค่ตัวอย่างเล็กๆ เท่านั้นจากทั้งโชว์!) ตอนนั้นในใจร้อง"ทำอย่างนั้นได้หรือ ไม่ผิดหรือ" แต่อีกใจก็แย้งสวนออกมาเดี๋ยวนั้นเลยว่า -- ทำเถอะ ผิดเถอะ ผิดให้หนักกว่านี้อีก ถ้าสิ่งที่ทำอยู่มันให้ความรู้สึกมากมายล้นทะลักอย่างที่ให้อยู่ ในขณะไอ้สิ่งที่เขาเรียกกันว่าถูกนั่นน่ะ ไม่เคยทำให้รู้สึกรู้สาอะไรได้เลย และถ้าไม่ให้ความรู้สึก ที่ไหนจะเรียกว่าเป็นศิลปะได้

ในครั้งนั้นนอกจากวิธีการจะนอกคอก เรื่องราวก็ยังไม่มีอะไรจะคอนเทมโพรารี่ได้กว่านั้นอีกแล้ว ใช่ --  พระคเณศรโอรสพระอุมาและพระศิวะยังคงต่อสู้กับรามปรศุเหมือนเรื่องเล่าดั้งเดิม แต่พร้อมกันนั้นก็จับประเด็นร่วมสมัยจริงๆ กับความขัดแย้งระดับชาติที่กำลังเกิดขึ้นและกำลังเข้มข้นเข้าไคล ให้ความรู้สึกเคียงบ่าเคียงไหล่จนแทบจะเป็นภาพสะท้อนความจริง แต่เป็นในอีกมิติที่สวมอยู่และเดินคู่ขนานหยอกล้อกันไปอย่างเสียดเย้ย ดุเดือดปนเจ็บปวด -- คุณต้องนึกภาพตามไปด้วยว่าจุดศูนย์กลางการชุมนุมของประชาชนที่ขัดแย้งกับรัฐในขณะนั้นอยู่ห่างจากแกลเลอรี่ที่ทำการแสดงเพียงแค่เดินออกจากซอยต้นสนมาที่ถนนใหญ่ไม่เกินสองร้อยเมตร แม้จะไม่มีอะไรที่เรียลิสติกเลยในโชว์ครั้งนั้น แต่มันช่างให้ฟีลสมจริงสมจังเสียจนถึงขั้นเรียกน้ำตา

พระคเณศรเสียงาเมื่อธันวาคมปลายปีที่เพิ่งผ่านแสดงที่สยามสมาคม ถนนอโศก ไม่มีอะไรเหมือนคราวที่แล้ว ไม่ใช่แม้แต่โซโล แต่เป็นการแสดงของ Pichet Klunchun Dance Company ตัวไดเร็คเตอร์เองร่วมแสดงกับนักเต้นของเขาเองและนักแสดงรับเชิญ แยกย่อยออกเป็น 3 ส่วนในเวลาสองชั่วโมงครึ่ง คุณชอบอะไรล่ะ รำไทยแบบประเพณีหรือจะเป็นโมเดิร์น ด๊านซ์ หรือว่าคอนเทมโพรารี่ -- ไม่ต้องเลือกหรอก เขามีให้คุณทั้งหมดนั่นเลย

ก่อนอื่นทำเป็นว่าคุณไม่รู้จัก ไม่เคยได้ยินชื่อ และไม่เคยดูงานของศิลปินคนนี้มาก่อน อาจจะยากนิดหน่อยในขณะที่เขามีทั้งชื่อเสียงและความสำเร็จขนาดได้รับเกียรติ เครื่องราชฯ และรางวัลจากชาติในยุโรปหลายๆ รางวัลมาแล้ว บางการแสดงต้องเวียนเล่นไปทั่วโลกอยู่ถึงเจ็ดปีก็มี --  เอาเถอะ คุณทำลืมเสียก่อน เราจะดูงานนี้ด้วยตัวเนื้องานจริงๆ -- ดูซิว่าด้วยวิธีนั้นเราจะเห็นอะไรกัน

เดินทางกลางอดีต
สวนกลางแจ้งสยามสมาคมเป็นฉากการแสดงชิ้นแรกท่ามกลางบรรยากาศชิงพลบ เรื่องทั้งหมด เพลง การร่ายรำ เสื้อผ้าเครื่องละครที่นักแสดงสวม เป็นงานประเพณีในแบบที่ทำให้คนดูแทบจะทั้งหมดต้องตั้งคำถามกับตัวเองอย่างงงงวย ว่าอะไรดึงดูดให้นั่งดูรำไทย 'อย่างอยากดู' กันละนี่ -- อย่างแรกคุณต้องยอมรับก่อนว่าคนสมัยใหม่ (ที่ไม่โกหกเอาใจใคร) ต่างก็เห็นโขนละครเป็นเรื่องโบราณล้านปี แถมยังเป็นเรื่องของคนอื่นล้วนๆ ใครบ้างก็ไม่รู้สวมศีรษะใส่ชฎา นึกไม่ออกว่าจะเอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวด้วยยังไง

นี่จึงไม่ใช่เรื่องปกติที่ดิฉันได้เห็นความเงียบและ 'อ้าปากค้าง' ของผู้ชมหลายๆ คนทั้งไทยทั้งไม่ไทย ศิลปะเป็นเรื่องสากล เมื่อไหร่ที่งานไปได้จนถึงจุดนั้นด้วยตัวเนื้องานแท้ๆ พรมแดนต่างๆ ก็สลายแล้ว ไม่มีชาติพันธุ์อีกต่อไป และคุณต้องอย่าลืมหมายเหตุเอาไว้ตัวโตๆ ด้วยว่าสิ่งที่เรียกว่าศิลปะในการแสดงเชิงด๊านซ์ไม่ว่าจะสังกัดสัญชาติอะไรก็ตาม มันคือศิลปะการเล่าเรื่องด้วยภาษากาย ที่เหลือ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องละครสุดวิจิตร แสงสีอุปกรณ์รวมทั้งเทคนิคเหาะเหินเดินสลิง (ถ้าจะมี) ล้วนแต่เป็นเพียงเครื่องมือหรือตัวช่วย ถ้ายกเอาองค์ประกอบพวกนั้นออกแล้วไม่เหลืออะไรให้ดูอีก ก็ไม่ใช่ศิลปะ ขีดเส้นใต้ - จบหรือตายไปได้เลย

อย่างที่สอง ถึงคุณจะไม่ค่อยได้ดูรำไทยสักเท่าไหร่ ครั้งสุดท้ายอาจจะโน่น -- สิบปีก่อน แต่สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าคุณจะรู้ได้เองว่ามันไม่ใช่อย่างที่เคยผ่านตา นี่คือการคอรีโอกราฟหรือออกแบบท่ารำขึ้นมาใหม่หมด เป็นรำไทยที่ดูสะอาดหมดจด หาความฟูมฟายรุงรังไม่เจอ มันทั้งชัดในไดเร็กชั่น ทั้งคมกับการออกมือไม้ มันคือความเป็นระเบียบของร่างกายที่ไม่มีทางลัดทางไหนทำได้นอกจากการผ่านการฝึกฝน เคี่ยวกรำคร่ำเคร่ง ทั้งยังต้องบวกความประณีต อย่างที่สุด ไม่ว่าจะเป็นรามปรศุ พระคเณศร พระศิวะ พระแม่อุมา พระนารายณ์ พราหมณ์แปลง ผู้ชมชายหนุ่มรุ่นใหม่คนหนึ่งบอกดิฉันว่า "รำกัน 'โคตร' สวย" (ไม่มีคำไหนแทนคำนี้ได้จริงๆ ขออภัยที่ต้องคงเอาไว้) มันสวยขนาดนั้นได้ ดิฉันเชื่อว่านักเต้น (รำ) เหล่านี้ไม่ได้ถูกสอนมาแค่ให้รำตามๆ กันไป มีความคิดความคมอยู่ในท่วงท่าเหล่านั้น เพราะเขาทำงานศิลปะซึ่งต้องสร้างสรรค์ ไม่ใช่ทำแต่งานฝีมือ เป็นงานของ artist มิใช่ artisan

สรุปของช่วงนี้สำหรับดิฉัน "ถึงตัดทุกอย่างออก ดูแค่มือของแต่ละคนอย่างเดียวก็เกินจะพอ"
 
 
อาวองต์ การ์ด - อวกาศ
เราได้รับการบอกเล่าให้ลุกจากที่นั่งในสวนแล้วเข้าไปสู่ห้องประชุมที่อยู่ติดกัน ก็เข้าใจที่ได้เห็นหลายคนทำท่าเหมือนกับ "ทำไมไม่แสดงตรงนี้ต่อๆ กันไปเลยนะ" - เชื่อเถอะว่าถ้ามันไม่จำเป็น เขาจะไม่ให้คุณลุกไปไหน รับรู้เถอะว่าเวลามันเดินทางอยู่ ทุกกระดิกของเข็มนาฬิกามันพาเราไปสู่ที่ใหม่ที่ไหนสักที่อยู่แล้ว และนี่เขากำลังเชื้อเชิญให้เราร่วมเดินทางไปกับพวกเขา จริงๆ แล้วตั้งแต่ต้นเราไม่ใช่แค่คนดู แต่เป็นผู้สังเกตการณ์ที่อยู่ร่วมในเหตุที่กำลังเกิด และกำลังรับรู้ผลที่ตามมาในใจเราๆ เอง

รามปรศุนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นในห้องเย็นเฉียบ ทำไมก็ไม่รู้ ดิฉันมีความรู้สึกเหมือนว่ามันเย็นจนแทบจะเป็นห้องดับจิตในโรงพยาบาล โมเดิร์น ด๊านซ์ ตั้งต้น ทุกคาแร็กเตอร์อยู่ในชุดกีฬาเข้ารูป มันเป็นฉากที่ดิฉันมองเห็นสุนทรียะของการทำหน้าที่ คุณเกิดมาเพื่อทำอะไรคุณก็ต้องก้มหน้าทำสิ่งนั้นเรื่อยไป เกิดมาต้านต้องต้าน เกิดมาขืนต้องขืน เกิดมาเมตตาก็เมตตาให้ถึงขนาด ลึกๆ แล้วทุกคนล้วนแต่อยากทำส่วนของตัวเองให้ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ เพียงแต่ดีของเรามันอาจขัดกับดีของคนอื่น การต่อสู้จึงต้องเกิดเสมอ

พิเชษฐ กลั่นชื่น โซโลกลางแสงฟลูโอเรสเซ้นท์เรียงเป็นตับ นักเต้น 'ตัวพ่อ' นั้นสมศักดิ์ศรีเกินกว่าจะบรรยาย เขาเปลี่ยนไปจากห้าหรือเจ็ดหรือสิบปีที่แล้วมากทีเดียว ถ้าเป็นวรยุทธ์ นี่เป็นเพลงกระบี่ที่ไม่มีกระบี่แล้ว มันไม่แม้แต่เป็นกระบี่อยู่ที่ใจอย่างภาษาบู๊ลิ้มชอบพูดๆ กัน เรื่องของเรื่องคือเขาไม่จำเป็นต้องใช้อะไรเลยนอกจากธรรมชาติของตัวเองที่หลอมเข้ากับด๊านซ์ไปเสร็จสิ้นหมดจด เหมือนคนที่จะไม่พูดอะไรพร่ำเพ้อมากมาย คนแบบนี้แหละที่คุณต้องตั้งใจฟังเพราะคำจะมีความหมายอยู่ทุกถ้อย

ดิฉันยังเชื่อว่าเขาจะไปอีก ก้าวไปข้างหน้าอีกไม่จบสิ้นหยุดหย่อน มันท้าทายมากว่าต่อไปเราจะได้เห็นอะไร ถ้าวันนี้คือขั้นเทพ อะไรคือ 'นิพพาน' ของศิลปะและศิลปิน

สำหรับตอนนี้ศักดิ์และศรีของเขาอย่างที่สุด อยู่ที่การแสดงของนักเต้นในคัมพานีทุกคนซึ่งคนดูมองเห็น 'สกุลช่าง' ได้ชัดเจนสุดๆ แล้วตั้งแต่รำแบบประเพณีเรื่อยมาถึงด๊านซ์สากล -- นานแค่ไหนแล้วที่ประเทศนี้ไม่เกิดสกุลช่างสร้างสรรค์ แปดสิบปี? ร้อยปี? ดิฉันไม่แปลกใจที่เขาถูกแรงเสียดทานกระทำอยู่เป็นประจำทุกครั้งที่เปิดการแสดง ขอแสดงความยินดีด้วยเป็นอย่างมาก ไม่มีศิลปินเอกคนไหนแม้แต่คนเดียวที่ไม่มีกระแสต้าน ห้าร้อยปีที่แล้วเป็นอย่างไรก็ยังเป็นอยู่อย่างนั้น บอกแล้วว่าเกิดมาทำอะไรเราก็ต้องทำไป พิเชษฐเกิดมาทำศิลปะ เขาไม่ทำอย่างอื่น

จากการแสดงหลายครั้งหลายหนโดยเฉพาะช่วงหลังๆ ดิฉันมีข้อสังเกตว่าฐานของคัมพานีนี้แหละแน่นหนาที่สุดในประดาด๊านซ์รวมทั้งคัมพานีการแสดงอื่นๆ ทั้งประเทศไทย ถ้าจะเปรียบ นี่เป็นการมีบ้านที่แข็งแรงมากเป็นของตัวเอง ในขณะที่ดิฉันยังมองเห็นคัมพานี 'บ้านเช่า' มากมาย แน่นอน -- รวมทั้งโฮมเลสส์อีกจำนวนหนึ่ง

ดิฉันคงต้องพูดถึงนักแสดงอีกคนของ พิเชษฐ กลั่นชื่น ด๊านซ์คัมพานี - สุนนท์ วชิรวราการ เขาเติบโตเป็นนักเต้นเต็มตัวแล้วจากปูมหลังนักแสดงละครพูด ยอมรับเลยว่าเกือบจำเขาไม่ได้กับท่าทีมั่นคงชัดเจน เมื่อก่อนดิฉันก็คิดว่าเขาเป็นนักแสดงเวทีที่เก่งกาจคนหนึ่ง แต่มันเป็นความเก่งของสำลีนุ่มๆ ทุกวันนี้เขาเหมือนก้อนอิฐแกร่งๆ -- หมดปัญญาเปรียบเทียบ ตื่นเต้นมากกว่า ว่างานที่ดีเปลี่ยนคนเราได้ขนาดนั้น!

สติร่วมสมัย

'อัปลักษณ์ที่สุดแต่งดงามที่สุด' ดิฉันไม่เคยเชื่อเลยว่านี่จะเป็นจริงได้จนกระทั่งได้เห็นการแสดง พระคเณศรเสียงา ช่วงสุดท้าย เราย้ายจากในห้องประชุมมาที่ลานกว้างด้านหน้าติดกับถนนอโศกแค่รั้วกั้น

งานวัด? ไฟนีออนแผ่เป็นพัดอยู่กลางแจ้ง แท่นวางเครื่องบูชา ศีรษะพระคเณศร เก้าอี้แดง กระถางธูปเทียน มีผู้หญิงใส่ชุดขาวเหมือนคนชอบไปถือศีลทีละห้าวันเจ็ดวันนั่งบริกรรมอะไรอยู่ข้างหน้า จากนั้นเป็นการทยอยกันเข้ามาของผู้คนนับสิบทั้งหญิงชายและเพศถัดๆ มา ต่างคนมีกิจธุระเป็นของตัวเอง ทั้งนางกวักชุดทองสวมแว่นกันแดดอาวิเอเตอร์ นางเตียวเสี้ยนคีบบุหรี่ ราชินีบอลลีวู้ดซึ่งไม่รู้ว่าเป็นใครแน่ระหว่างมุมตัสและฟรีดา ปินโต ฯลฯ กระทั่งโจ๊กเกอร์คู่ปรับแบ็ตแมนก็ยังมาปรากฏตัว ทั้งหมดนี้อยู่
ท่ามกลางเสียงดนตรีสดและพิธีกรชาย เหมือนเรากำลังเปิดยูทูบดูงานไหว้เจ้าเข้าทรงที่มีคนอัพโหลดไว้รอจำนวนล้านวิว เป็นเรื่องราวอิทธิปาฏิหาริย์ประเภท "ไม่เชื่ออย่าลบหลู่" อะไรทำนองนั้น

กลั้นหัวเราะตั้งแต่ลงนั่ง (ใครว่างานศิลปะขำไม่ได้) และไม่ไหวจะกลั้นอีกต่อไปเมื่อสตรีท่าทางเรียบร้อยนางหนึ่งเดินตรงดิ่งเข้ามากราบที่แท่นบูชาก่อนจะถอยมานั่งในที่ของตัวร่วมกับคนอื่นๆ ทันใดนางก็รื้อเอากางเกงและเสื้อออกมาใส่ซ้อนลงไปบนร่าง ทั้งหมดลายเสือล้วน ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อนางหยิบเอาแถบผ้าลายเสือเหมือนกันขึ้นคาดหัว และเรียกเสียงหัวเราะสนั่นหวั่นไหวทันใดที่นางเปล่งเสียงชัดถ้อยชัดคำกลบเสียงวุ่นวายอื่นๆ รอบกายออกไปว่า "หยุด" และ "ขอเพลง 'โลกของผึ้ง' ค่ะ" -- ราชินีลูกทุ่งเดินทางจากสรวงสวรรค์ลงมาให้มนุษย์สัมผัสแล้ว


เรื่องที่ไม่ได้คิดมาก่อนอีกอย่างกำลังเกิดขึ้น นั่นก็คือบรรดาผู้คนที่ผ่านไปมาบนทางเท้าหน้าสยามสมาคมพากันหยุดยืนเกาะรั้วโปร่งสังเกตการณ์ใกล้ชิด บางคนอดไม่ได้ ออกปากถามคนในรั้วว่า "นี่เขาทรงอะไรกัน" และตื่นเต้นยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อมีการแบกร่างแน่นิ่งของรามปรศุเข้ามานอนกองกับพื้น คุณคิดว่าร่างทรงนับสิบจะทำอะไร

สิ่งสำคัญยิ่งกว่านั้นคือระหว่างที่นั่งดูอยู่ เราทั้งหมดเห็นตัวเองอยู่ในฉากกันทั้งนั้น นี่แหละภาพจำลองโลกที่เป็นอยู่ นี่คือความไร้สติที่กดทับปัญญาไม่ให้งอกงามอยู่ทุกวัน เราคุมกำเนิดความคิดตัวเองด้วย 'ไม่เชื่ออย่าลบหลู่' เสมอ เหตุผลน้อย อคติและอวิชชามาก ไหนล่ะคือสิ่งที่เราเกิดมาแล้วต้องทำ เราไม่กล้าแม้แต่จะทำอะไรอย่างที่คนอื่นเขาไม่ทำ คิดอะไรอย่างที่ไม่มีใครกล้าคิด ดิฉันขำหนักเข้าไปอีกเมื่อเห็นร่างทรงเริ่มเดินแจกรูปตัวเองพิมพ์เป็นปฏิทินที่บอกว่าผ่านการปลุกเสกมาแล้ว ลึกๆ ดิฉันรู้ว่าพิเชษฐเป็นคนชอบล้อเลียนเสียดสี แต่ไม่คิดว่าจะฮาได้หนักขนาดการแสดงวันนี้

หลังสองชั่วโมงครึ่งผ่านไปดิฉันรู้สึกเหมือนตัวเองถูกปลดปล่อย งานศิลปะกำลังทำปฏิกิริยากับดิฉันบางอย่าง รามปรศุในตัวได้รับเมตตาแก้คำสาปให้เคลื่อนไหวได้ ไม่ใช่ด้วยมนตรา แต่ด้วยการให้สติ

ดิฉันนึกขอบคุณความกล้าของ Pichet Klunchun Dance Company ขณะที่ออกเดินไปข้างหน้าอย่างมีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง

(ตีพิมพ์ในนิตยสาร Madame FIGARO ฉบับกุมภาพันธ์ 2013 คอลัมน์ Culture Review)