วันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Pichet Klunchun's Culture & Fact บนกองขยะแห่งความจริง



ดิฉันมีภาพในความทรงจำอยู่ภาพหนึ่งตั้งแต่เด็ก ภาพของถนนสายเล็กๆ ที่ร่มครึ้มด้วยเงามะฮ็อกกานีต้นใหญ่สองฟากฝั่ง มันอยู่ในหัวอย่างนั้นมายาวนานจนไม่แน่ใจว่านี่เป็นภาพที่มีอยู่จริงหรือเป็นดิฉันที่คิดมันขึ้นมาเอง เพราะพอลืมตาขึ้นดูสิ่งที่เป็นอยู่ ณ ขณะ มันก็คือภาพยุ่งเหยิงวุ่นวายระดับ chaos ของถนนกรุงเทพฯ ทุกเช้า สาย บ่าย ค่ำ บางทีไปจนถึงดึก ทุกเส้นทาง ทุกๆ ที่ สภาพของถนนว่าน่าชังแล้ว สองข้างทางก็ยังขยันที่จะอุดมไปด้วยตึกรามหน้าตากล้ำกลืน ต้นไม้พิกลพิการไม่เคยเติบโต ขยะเต็มเมือง ครั้นจะหลบหลีกโหนสายตาขึ้นสู่มุมสูง คราบม่อกซ่อกมอซอตามผนังตึกก็ยังเป็นทัศนะอุจาดอยู่อย่างนั้น พร้อมสายไฟล้านเส้นสานระโยงระยางระหว่างเสาต่อเสาอยู่กลางอากาศ เกะกะบดบังความสวยสะอาดและงามเดียวคือท้องฟ้าไปจนแทบสิ้น แม้ว่าถนนบางเส้นจะถูกยกระดับว่าเป็นสายที่สวยที่สุดในเมืองหลวง แต่ -- ในสายตาใครกันล่ะ อุปโลกน์ล้วน

ค่ำวันศุกร์ในเดือนมิถุนายนค่ำนั้นก็ไม่ต่าง จากแถวสามย่าน เราสี่คนอยู่ในรถที่กำลัง 'คลำ' หาทางไปในที่ที่ไม่คุ้นเคย ข้ามแม่น้ำโดยใช้สะพานแขวนลงสุขสวัสดิ์ จากนั้นกลับรถลอดทางด่วนสู่ประชาอุทิศ -- รถติดเหมือนบ้าคลั่งไม่ใช่เรื่องประหลาดและใครๆ ก็ควรชิน แต่ถนนที่เล็กแคบและความไม่รู้จักแห่งหนของเราทำให้ซอย 61 ที่ต้องการจะไปให้ถึงนั้นเสมือนดังอยู่ขอบโลก ยังดีที่มี กูเกิล แม็ป พระเจ้าเคลื่อนที่ชี้ทางลัดให้เข้าซอยโน้นนี้ แม้ชอร์ทคัทดังกล่าวจะลดเลี้ยวเล็กจิ๋วขนาดไหน แต่ในที่สุด หนึ่งทุ่มห้าสิบกว่านาที "ฮูเร" ป้ายซอย 'ประชาอุทิศ 61' อยู่เลยกระโปรงรถไปในระยะไม่ถึงสองเมตร -- เพียงแต่ว่า --

"ห้ามเลี้ยว" หน้าซอยค่ำอื่นเป็นอย่างไรสุดที่จะรู้ แต่ค่ำนั้นมีการติดตลาดนัดสองฟากฝั่งใหญ่ยักษ์ ผู้คนจ้อกแจ้กจอแจและชวนลานตาด้วยโครงสร้างตลาด ผู้คน รถรา สีสันสินค้า ของใช้ ของกิน ทุกสิ่งอย่างซึ่งรวมกันและตีกันอย่างแยกไม่ถูก เราถูกชี้จากคนแถวนั้นให้ไปเข้าซอยถัดไปซึ่งก็ยังเป็นพื้นที่ตลาดแล้วค่อยตัดกลับเข้ามาในซอย 61 ใหม่ เลยจากปากซอยไปแล้วหนึ่งแยก

หนึ่งทุ่มห้าสิบสี่นาที โทรศัพท์จากโรงละครช้างถามว่า เรายังจะมาดูโชว์กันอยู่หรือเปล่า

ไม่หรอก ดิฉันไม่ได้คิดมันขึ้นมาเอง
ถนนที่ร่มครึ้มไปด้วยเงาไม้ -- เดชาวู -- เปล่า ดิฉันไม่ได้พบสิ่งนั้นในโรงละครช้าง แต่มันคือสภาพร่มรื่นเรียบร้อยของโรงละครเล็กแห่งนี้ เรียบร้อยเหมือนเส้นนอนที่นิ่งสงบจนทำให้ความรกเรื้อที่เห็นมาตลอดทาง ที่จริงเห็นมานานจนติดแน่นอยู่ในสมองเหมือนถูกขจัดปัดเป่า 

ก่อนเข้าไปภายในบริเวณจะมีบ็อกซ์ออฟฟิศเล็กๆ ซึ่งเจ้าหน้าที่โรงละครคอยยื่นตั๋วและอื่นๆ ให้ ก่อนเวลาโชว์คุณจะนั่งสูดอากาศด้านนอกใต้ม่านบาหลีที่ทิ้งรากลงมาจากระแนงไม้เบื้องบน หรือจะเข้าไปนั่งสบายๆ ในห้องพักปรับอากาศก็ได้ทั้งสองอย่าง เครื่องดื่มแก้กระหายอยู่ในตู้เย็นใกล้ๆ ให้ทุกคนบริการตัวเอง เมื่อใกล้ถึงเวลา เจ้าหน้าที่จะเข้ามาบอกกล่าวข้อมูลของการแสดง ความสั้นยาว ขอให้ปิดเครื่องมือสื่อสารและงดเว้นการถ่ายรูป

คืนนั้นมีผู้ชมที่เข้ามาชมการแสดงด้วยวีลแชร์ สิ่้งที่โรงละครเตรียมไว้คือทางลาดเสริมสำหรับผู้ชมท่านนั้น ประกอบขึ้นมาจากไม้อัดหนาทาสีเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ประกาศให้ผู้ชมท่านนั้นเข้าโรงละครได้ก่อนพร้อมเพื่อนฝูงของเธอ

เรียบร้อยและงดงาม เจ้าหน้าที่โรงละครไม่ใช่ใครอื่นนอกจากนักแสดงใน Pichet Klunchun Dance Company ซึ่งแต่งตัวด้วยเสื้อเชิ้ตขาว ปักชื่อที่อกซ้าย สวมกางเกงขายาวสีดำ ทุกคนเหมือนกันหมดไม่มีเว้น ได้ยินว่าแม้แต่ตัวไดเร็กเตอร์เองก็มีเครื่องแบบนี้ และเขาก็จะใส่มันด้วยหากเป็นโชว์ของคนอื่นๆ 

บอกกล่าวกลับสู่ชาวคัมพานีแห่งโรงละครช้าง ว่าระเบียบการจัดการนั้นไม่ได้ทำให้ดูเรียบร้อยอย่างเดียว แต่ยังดูเป็นมืออาชีพ การถ่อมและกดตัวเองอยู่ในกรอบเครื่องแบบนั้นก็ดูเป็นการให้เกียรติทั้งผู้ชมและผู้ร่วมคัมพานีซึ่งเป็นนักแสดงประจำโชว์ในเวลาเดียวกัน แน่นอน -- พวกคุณน่าทึ่ง 


ยอมรับมันไหวไหม -- ความจริง
ชื่อโชว์ที่ว่า 'วัฒนธรรมกับความจริง' มันคืออะไรกันแน่ ดิฉันนึกถึงสิ่งที่ตัวเองสรุปให้ตัวเองฟังมาตลอด ว่าเรา - คนในประเทศนี้ แสนเกลียดชังการเผชิญหน้ากับความจริงทุกรูปแบบ

พิเชษฐ กลั่นชื่น - ใช่ เขาอยู่ตรงนั้น ตรงส่วนของพื้นที่การแสดงหรือเวที ที่ -- เอ้อ -- จะให้พูดอย่างไร นี่มันเป็นเวทีการแสดงหรือห้องเก็บของที่ไม่มีใครใส่ใจมาล้านปีกันแน่ล่ะ หรือไม่อีกที เลวร้ายกว่านั้น นี่อาจจะเป็น -- กอขยะ

พิเชษฐเป็นศิลปินที่มีความสามารถจัดการอาร์ต ไดเร็กชั่นด้วยตัวเองมานานมากแล้ว นอกจากโชว์ ฉากและองค์ประกอบศิลป์ทั้งหมดจึงเป็นที่คาดหวังของผู้ชมที่คุ้นชินกับเขา แต่ไม่ว่าอย่างไรใครก็คิดไม่ออกว่าคราวนี้เราจะได้เห็นสิ่งที่กำลังเห็นอยู่ตรงหน้า

ไม่มีใครนอกจากเจ้าตัวจึงจะรู้ว่ามีอะไรอยู่ในกอง -- อันกองโกยไว้เป็นกองๆ เหล่านั้นบ้าง ดูเลอะเทอะรกรุงรังและบ้าบอที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาในความเป็นเวที ตุ๊กตุ่นตุ๊กตาอีรุงตุงนัง ชิ้นส่วนพลาสติก  บันไดป่ายปีน -- ทันใด ดิฉันวาบคิดไปถึงระหว่างการเดินทางมาที่นี่ ถนนและกรุงเทพฯ อันมีรูปโฉมน่าชิงชังอยู่ได้สม่ำเสมอ เรื่อยมาจนถึงตลาดนัดหลากความวุ่นวายที่ปากซอย -- ตกลงว่าตั้งแต่เริ่มต้นเดินทาง ผู้ชมทุกคนก็เริ่มต้นดูโชว์แล้วใช่ไหม???

ทุกสิ่งทุกอย่าง ไดโนเสาร์เดินได้ สายไฟหลายขด กลางสุดที่ผนังด้านหลังเป็นจอแอลซีดีซึ่งเปลี่ยนเรื่องราวในนั้นไปตามเวลาของโชว์ ไฟ เพลง วิดีโอ เครื่องประกอบทุกชนิด การเชื่อมต่อหรือตัดเพื่อเอาไฟเข้า - ออก การเดินและบินได้ของไดโนเสาร์ ฯลฯ ทุกอย่างควบคุมผ่านสองมือของโซโล่แมนคนเดียว -- ตัวศิลปินเอง

ผู้คนที่ยังไม่เคยชินเหลือบตามองกันเล็กน้อยเป็นเชิงถามว่าโชว์เริ่มหรือยัง 

สำหรับศิลปินคนนี้น่ะรึ ถ้าโชว์ยังไม่เริ่ม คุณจะไม่ได้เห็นเขาหรอก มันเริ่มตั้งแต่เขาเดินเข้ามาเป็นก้าวแรกแล้ว และทุกสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นกระทั่งจังหวะที่เขาหายใจ -- เชื่อเถอะ เขาตั้งใจให้มันเป็นส่วนหนึ่งของโชว์ เพราะสำหรับเขา อะไรที่ไม่ใช้ อะไรที่ไม่ใช่ มันจะไม่เกิดขึ้นหรืออยู่บนเวที -- ไม่มีทาง เขาจะกำจัดส่วนเกินออกไปจากโชว์ก่อนที่คุณจะคิดจองตั๋วมาดูเสียอีก อย่้าได้ห่วง 

พระทัวร์ยุโรปราวกับนักท่องเที่ยว / เยาวชนตัวเปียกโชกเต้นยั่วยวนบนถนนวันสงกรานต์ / เด็กสาวตบกันสาหัสในห้องน้ำโรงเรียนมัธยม / การไล่ผีของสำนักศักดิ์สิทธิ์ที่ไหนสักแห่ง ฯลฯ เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นบนจอแอลซีดีข้างหลัง สำหรับดิฉัน นี่คล้ายภาพที่เห็นอยู่ในหัวทันทีที่นึกถึงคำว่า 'ไทยๆ' 

พิเชษฐ ยืนหลับตาอยู่เบื้องหน้าผู้ชม เขาปิดปากตัวเองด้วยเทปกาวแน่นหนา (ตกลงว่า พูดไม่ได้และห้ามวิจารณ์สินะ) แม้เราจะกำลังนั่งแสนสบายอยู่บนอาร์มแชร์นุ่มหนา่ราวกับอยู่ในโรงพิเศษของซีนิเพล็กซ์แถวสยาม แต่ก็รู้สึกได้ถึงความไม่สบายเนื้อตัวอย่างแรงของ 'เขา' อาการเบี่ยงของร่างกาย ทิศทางของท่อนแขนที่บิดพลิก มันคือความรังเกียจ อยากหลีกลี้และขยะแขยง สำหรับความรู้สึกตอนนั้น ไม่ใช่ต่อผู้ประกอบการในคลิปเหล่านั้นหรอก แต่เป็นความรังเกียจต่อการที่เราๆ ปล่อยให้สิ่งเหล่านี้กลายเป็นความคุ้นชินในชีวิตไปต่างหาก ความคุ้นชินที่จะทำให้เรา 'หน้าตาเฉย' ต่อทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ร้อนไม่หนาว ธุระไม่ใช่

ที่ดูแรงและเจ็บในใจกันไปหลายคน ก็เมื่อภาพบนจอเปลี่ยนเป็นการแสดงชุดยิ่งใหญ่ตระการตา นับเป็นการแสดงแห่งชาติที่มีคนจำนวนมากเชิดชู 'คอนเท็มโพรารี' ระบบไทยๆ ซึ่งแปลว่าตัวละครเหาะเหินบนสลิง แสงเลเซอร์ และเสื้อผ้าหรูวิจิตรละเอียดยิบ

ได้ -- ไม่มีปัญหา 

พิเชษฐจัดให้ตุ๊กตุ่นตุ๊กตา ไดโนเสาร์และสาวกตัวเล็กตัวน้อยประดุจดังเสนามหาอำมาตย์ ตุ๊กตา่เด็กผู้หญิงคือเหล่าสนมสาวสวรรค์กำนัลนาง เลเซอร์รึ มีสิ ยิงออกมาจากเครื่องยิงสำแสงสีเขียวที่น่าจะซื้อมาจากพาหุรัดหลัดๆ เกิดเป็นลวดลายเลื่อมพรายไปทั่วเวที ในขณะที่ตุ๊กตากบร้องเพลงพ่นฟองสบู่ออกมาได้ไม่หยุดหย่อน สุดแสนจะสเปเชี่ยล เอ็ฟเฟ็คท์ ที่พิเศษสุดๆ คือสาวน้อยคิตตี้ผู้รับบทเบญกายแปลง เนื้อตัวเธอนุ่มนิ่มฟูขาว มีโบว์สีชมพูติดอยู่ข้างหู เธอเดินทางด้วยราชรถ -- จักรยานเด็กเล่น ผ่านถนนที่มีผู้กวาดเก็บซูเปอร์ขยะทั้งหลายไปไว้ใต้พรมเรียบร้อย (ไม่อยู่ในสายตาแปลว่ากำจัดแล้ว) หลังจากรอนแรมมาแสนไกล เพื่อที่ในที่สุดราชรถของเธอจะกลับกลายเป็นแผงขายของให้แก่นักท่องเที่ยวย่านเริงราตรีโดยนักขายนายหนึ่งที่ไม่ทำอะไรเลยนอกจากพยายามที่จะขาย ขาย และขาย

ไม่รู้จะว่าอย่างไรนอกจาก -- ทึ่ง -- นี่กลายเป็นไฮไลท์ของโชว์ไปเลย คุณรู้จักเขานี่ หรือถึงจะไม่รู้จัก ไม่เคยดูงานของเขา อย่างน้อยที่สุดเมื่อเคยเห็นตัวตนเขาจริงๆ คุณจะรู้ว่าส่วนนี้ของโชว์ไม่รู้ว่าพิเชษฐหายไปไหน 

มีคนมากมายรวมทั้งผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในวงการละครหลายคนเคยบอกว่า พิเชษฐ กลั่นชื่น เล่นละครพูดไม่ได้ -- มา -- มาดูโชว์นี้ ที่ว่าไม่รู้เขาหายไปไหนนั้น เพราะดิฉันเห็นแต่ใครก็ไม่รู้เล่นโมโนล็อกอยู่ด้วยแอ็คติ้งที่ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน        

 
 
เราเอาแต่พร่ำพูดว่า "เล่นแบบไม่เล่น" หรือ "เล่นจริงๆ" แต่ยังไม่เคยเห็นมาก่อนว่ามีใครทำได้ จริง เท่านี้ ที่ว่าตัวเขาหายไปกลายไปเป็นอีกคนมันไม่ใช่แค่เรื่องการแอ็คท์ แต่มันเป็นหน้าตาและเนื้อตัวที่ 'เปลี่ยนไปเลย' มันคือการรู้จักรู้แจ้งต่อร่างกายและธรรมชาติของตัวเองอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง และ 'เป็นบ้าเป็นหลัง' จริงๆ ด้วยเสียงระเบิดหัวเราะจากผู้ชมรอบข้างกับบทสนทนาที่มีให้ 'ลูกค้า' บทที่ทั้ง witty และฮาเหมือนไม่มีวันเลิกราหยุดหย่อน หัวเราะจนปวดไปทั้งหน้าและกล้ามเนื้อท้อง -- แน่ละ ดิฉันกำลังพูดถึงโชว์ของ พิเชษฐ กลั่นชื่น -- ไม่ได้เลอะเทอะหลงลืมไปพูดถึงคนอื่นคนใด 

และขณะกำลังหัวเราะแทบตาย เราต่างสะดุ้งกระตุกกันสุดใจภายใน น้ำตาที่ไหลพรากเพราะขำขันจนกลั้นไม่อยู่นั้นย้ายข้างไปอยู่ฝ่ายเศร้าสะเทือนตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เห็นจะเป็นเมื่อเขาปล่อยประโยคสุดท้ายทิ่มแทงใจออกมา

หนึ่งชั่วโมงครึ่ง วันแมนโซโล่ ฟังเหมือนดูยืดเยื้อยาวนาน แต่เปล่าเลย ดิฉันกลับรู้สึกว่ามันสั้นนิดเดียว โชว์จบพร้อมแสงไฟที่ดับลงทีละดวงด้วยฝีมือศิลปินเอง เช่นเดียวกับที่เขาเป็นผู้ต่อมันขึ้นมาทีละดวงเมื่อเริ่มต้น จะมีก็แต่ความคิดของผู้ชมที่ยังไม่อาจดับ มันยังชักโยงใยอยู่ในหัว เหมือน 'ราชรถ' จักรยานของนางเบญกายคิตตี้ที่ตอนหลังถูกเขาชักขึ้นไปแขวนเสียสูง ประหนึ่งการแสดงโลดโผนด้วยสลิงที่สุดจะไฮ - เทคแห่งเวทีอื่น


ระหว่างที่กลับออกมาจากโรงละคร กลับไปสู่ 'กองขยะ' แท้ๆ รอบตัวในชีวิตจริง ดิฉันมองมัน, ความไม่สวยไม่งามเหล่านั้น, ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมแปลกออกไป มันเป็นเรื่องน่าเศร้าไหมที่เราเพิกเฉยกับขยะทั้งๆ รู้ว่ามันไม่ดี มันน่าสงสารไหมที่เราสะกดจิตตัวเองด้วยชุดความเชื่อว่ามันดีแล้วมันงามแล้ว ทั้งๆ จริงๆ เราก็รู้อยู่ว่ามันไม่ดีและไม่งาม มันถึงขั้นชวนร้องไห้ไหมที่บางทีเรายังแยกไม่ออกด้วยซ้ำว่าอะไรคือขยะ และอะไรคือของดี ของมีค่า

เปิดใจและลืมตา ยอมรับและแก้ไข จะมีอะไรที่ดีกว่านี้ 
beatrix ransibrahmanakul

เกี่ยวกับศิลปิน
พิเชษฐ กลั่นชื่น เพิ่งได้รับแจ้งจากกระทรวงวัฒนธรรม ประเทศฝรั่งเศส ว่าเขาได้รับเครื่องราชฯ Chevalier dans L'Order des Arts et des lettres นับเป็นศิลปินนักเต้นคนไทยคนแรกที่ได้รับเกียรตินี้







  


 

ไม่มีความคิดเห็น: